วันอาทิตย์ที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

สาส์นจากประธาน



วิรัช ชาญพานิชย์ (15955)

    จาก 17 พฤษภาคม 2508 ที่ผ่านมา 40 ปี พวกเราได้รู้จักกัน
    และคบหากันมา โดยมีเลือดสีชมพู-ฟ้า เป็นตัวเชื่อมโยง
    ก่อให้เกิดชมรมศิษย์เก่า ส.ก.84 (2508/2512) ที่เข้มแข็ง

  • ขอบคุณ คุณมณฑล, หมอสุรพล ที่เคยเป็นประธานฯ รวบรวมสมาชิก

  • ขอบคุณ สมาชิกวงแชร์ อมตะนิรันดร์กาล ที่มีส่วนรวบรวมพวกเราให้เป็นปึกแผ่น
    จนเกิดกองทุนเพื่อสวัสดิการของรุ่น มีธรรมนูญรุ่นกำกับการให้เป็นระบบและระเบียบ

  • ขอบคุณ พล.ต.ต.บริหาร, น.พ.เสถียร, คุณธานี, พล.ต.ต.พิสุทธิ์,
    คุณอาทร, คุณธงชัย, คุณอุดมศักดิ์, คุณอุปกรม, คุณมนต์ชัย,
    พ.ต.อ.ธยาน์ฤทธิ์, พล.อ.ต.สมนึก, คุณสัญญา,
    คุณชาญวิทย์, คุณชาลี ที่เป็นกำลังหลักของรุ่น

  • ขอบคุณ คุณสินธุ์ชัย หัวหน้าก๊วนกอล์ฟ
    เป็นหลักให้เราทุกครั้งที่จัดกอล์ฟหารายได้เข้ารุ่น

  • ขอบคุณอาจารย์ต้อย มานพ หัวหน้ากิจกรรมฝ่ายบันเทิง

  • ขอบคุณ คุณพงศ์ธร, คุณนพชัย, คุณประพันธ์, คุณไพบูลย์
    ที่รับหน้าเสื่อทำหนังสือ และอีกหลายๆ ท่านที่ไม่ได้เอ่ยนาม

    หวังเป็นอย่างยิ่งว่ามิตรภาพแห่งชมรมศิษย์เก่า ส.ก.84 ของเรา
    จะยั่งยืนยาวนาน มีการเฉลิมฉลองครบรอบ 45 ปี
    50 ปี 55 ปี 60ปี 65 ปี 70 ปี เรื่อยๆ ไป


ขอบคุณครับ
วิรัช ชาญพานิชย์
ประธานรุ่น



PROFILE OSK-84 (2508 - 2512)




เริ่มเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เมื่อ 17 พฤษภาคม 2508 และจบการศึกษา ตามปกติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เมื่อปีการศึกษา 2512 สอบไล่เสร็จเมื่อ มีนาคม 2513 จำนวนนักเรียน สำรวจกันจริงๆ คาดว่าไม่เกิน 300 คนแน่นอน เพราะสมัยนั้น..มีระบบอุปถัมภ์และระบบนักกีฬาช้างเผือก..รวมอยู่ด้วย แบ่งห้องเรียนออกเป็น 8 ห้อง เรียงลำดับตั้งแต่ ก.ไก่ ถึง ซ.โซ่ เฉลี่ยห้องละ 35-37 คน เว้นบางห้องที่อาจจะเกินไปหน่อย เลขประจำตัวคนแรกในรุ่นคือ 15699 : วิรุฬห์ มาวิจักขณ์ สอบบคัดเลือกเข้ามาได้ที่ 1-เรียนห้อง ก.ไก่ หรือ ห้องคิงส์ และเลขประจำสุดท้ายของรุ่นในปีการศึกษานั้น เท่าที่สำรวจได้คือ 15990 : อดุล ธเนศวร ไม่มีการยืนยันว่าสอบเข้าได้เป็นคนสุดท้าย..เพราะพ้นจากห้องคิงส์ ก.ไก่ และ ห้องควีนส์ ข.ไข่ แล้ว..คาดว่านักเรียนจะคละกันไปตามห้องต่างๆ แต่พอถึงปีการศึกษา 2511-2512 .. OSK83 (2507-2511) ..ก็สอบตกลงมาร่วมเรียนร่วมชั้น..เบ็ดเสร็จนับตามทะเบียนที่มีอยู่กลายเป็น 384 คน… คลั่กเลย




เพลง "ผสานจิต สวน 84" เป็นเพลงประจำรุ่น




เกียรติประวัติรุ่น :

มีผู้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานนักเรียนสวนกุหลาบถึง 2 คน คือ :ชาญวิทย์ สิงหเสนี (ปีการศึกษา 2512)และ ธาตรี สุขุมาลชาติ (ปีการศึกษา 2513)

ทีมฟุตบอลสวนกุหลาบ ปี 2510 ซึ่งประกอบด้วยนักฟุตบอลจาก สก.84 ทั้งทีม สามารถคว้าแหน่ง ชนะเลิศรุ่นใหญ่ ถ้วยกรมพลศึกษา มาครอง อย่างเต็มความภาคภูมิใจ..และถือเป็นการนำร่องของทีม ก่อนที่จะคว้าแชมป์ถ้วยอื่นๆ อีกมากมายในเวลาต่อมา..จนก้าวมาสู่จุดสูงสุดในฐานะ-มหาราชลูกหนังนักเรียนอีกคำรบหนึ่ง..หลังจากที่เคยซบเซาไปพักหนึ่ง..ก่อนที่รุ่น 84 จะเข้ามา

รุ่นนี้-พอเข้ามาเรียนในปี 2508..ไปเชียร์บอลครั้งแรก ก็ถูกอำนวยศิลป์ต้อนซะ 3-0..ขนาดกองเชียร์ อ.น.ศ.ยังร้องเพลงเยาะเย้ยพวกเราว่า- หมูแผ่น หมูแผ่น หมูหยอง..หมูกระป๋องจะลงสนาม..จิตใจหมูไม่ครั่นคร้าม ๆ..หมูลงสนามด้วยความคะนอง" ..เล่นเอาพวกเราต้องรีบหาปี๊บคลุมหัวกลับโรงเรียนทีเดียว มีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นอดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย ทั้งระดับนักเรียน, เยาวชน และชุดใหญ่ ได้แก่..วิรัช ชาญพานิชย์, ชายน้อย สงเคราะห์ (ถึงแก่กรรม), สุดชาย ทุมมานนท์ และ ณัฏฐ์พงษ์(ชาลี)เอมะศิริ

ครูประจำชั้นของพวกเรา :

ม.ศ. 1 ในปีการศึกษา 2508 ได้แก่

ก.ไก่ (คิงส์)-ครูเพียรผจง (ชลสุวรรณวัฒน์) ศิวะโกเศศ, ข.ไข่ (ควีนส์)-ครูมาศเมือง เจริญยิ่ง, ค.ควาย-ครูสุธี (ธชาลุภัฏ) สิริสิงห์, ง.งู-ครูลิ้นจี่ อสุนี ณ อยุธยา, จ.จาน-ไชยวัฒน์ อกนิษฐานนท์, ฉ.ฉิ่ง-ครูสุภาพ จันทรศัพท์, ช.ช้าง-ครูประชุมพร กระต่ายทอง และ ซ.โซ่-ครูชวลักษณ์ คงสมจิตร

ม.ศ.2 ในปีการศึกษา 2509 ได้แก่
ก.ไก่-ครูประจวบจิต อิ่มวิทยา, ข.ไข่-ครูวัยเรีย ผ่องสวัสดิ์, ค.ควาย-ครูอาร์ม สวาสดิรังสฤษดิ์, ง.งู (คิงส์)-ครูจรัล ศิวเสน, จ.จาน-ครูถนัด สุคนธปฏิภาค, ฉ.ฉิ่ง-ครูเยาวลักษณ์ ใจสว่าง, ช.ช้าง-ครูศรีอรุณ สุขุมาลชาติ และ ซ.โซ่ (ควีนส์)-ครูนิภา กิติศรีวรพันธ์

ม.ศ.3 ในปีการศึกษา 2510 ได้แก่
ก.ไก่ (ควีนส์)-ครูสมศักดิ์ นาควิสัย, ข.ไข่-ครูประไพ เจริญผล, ค.ควาย (คิงส์)-ครูบุญโถม เทียนศิริ, ง.งู-ครูชวน อังสุละโยธิน / ครูรุจิกา (นิลพยัคฆ์) หิริโอตัปปะ, จ.จาน-ครูฉวี สงวนเกียรติ, ฉ.ฉิ่ง-ครูประภา ศรีอุทัย, ช.ช้าง-ครูอรสา พิชัยกุล และ ซ.โซ่-ครูฉวีวรรณ อารยศาสตร์

ม.ศ.4 ประจำปีการศึกษา 2511 ไ ด้แก่
ก.ไก่ (คิงส์)-ครูพังงา เทียนทอง, ข.ไข่ (ควีนส์)-ครูดวงตา ชาญณรงค์, ค.ควาย-ครูโสภี วงศ์ทองเหลือ, ง.งู-ครูเชื่อม เจริญการ, จ.จาน-ครูวรรณ จันทร์เพชร, ฉ.ฉิ่ง-ครูอนุกูล กมลเพ็ชร, ช.ช้าง –ครูทัศนีย์ อนะมาน, ซ.โซ่ -ครูอัมพา แสนทวีสุข

ม.ศ.5 ประจำปีการศึกษา 2512 ได้แก่
ก.ไก่ (คิงส์)-ครูสุคนธ์ คันธสิงห์, ข.ไข่ (ควีนส์)-ครูชวลิต เข็มปัญญา, ค.ควาย-ครูเรณู ทิพยมนตรี, ง.งู-ครูเฉลา ศิริสมบัติ, จ.จาน / ฉ.ฉิ่ง-ครูวรรณิศ วงษ์สง่า / ครูไพฑูรย์ ชื่นวนิช, ช.ช้าง (ศิลป์เยอรมัน)-ครูสมจิตต์ พงษ์เวช และ ซ.โซ่ (ฝรั่งเศส)-ครูมยุรี กัณหะวยัคฆ์

คณาจารย์ สวนกุหลาบ ปี พ.ศ.2507





โปร่ง ทัศน (ธ) ไพฑูรย์ อนุกูล (ะ) พังงา
จรัล และ ดวงตา มยุรี ฉวี ผ่อน
เพี้ยน เพียรผจง ยง และ จำนง ประชุมพร
วัยเรีย วรากร ชวลิต ประไพ ฉวี
ฉวีวรรณ (ะ) วรรณิศ ประจวบจิต (ะ) ลิ้นจี่
สมศัก (ดิ) ปรานี ชวลักษณ์ วิไลวรรณ
เรณู และ อัมพา ลลิดา สุภาพันธ์
ชวน เชื่อม และ สุวรรณ สิริเพ็ญ (ะ) สายใจ
บุญโถม และ มานี และ สุลี ทวี ใส
บุนนาค สุพล ใน อรทัย (ประณีต) ชัยวุฒิ อาร์ม
บุญเชียร และ สุธี และ ชุลี ประสิทธิ์ นาม
มาศเมือง สุคนธ์ งาม และ สุวรรณ สง่า ชาย
เชาวนี วิฑูรย์ เทิด สิริเกิด และ สมหมาย
มุ่งมั่นมิกลับกลาย วิริยานุภาพยล
สมจิตต์ แสวง นน-ทศิลป์ นาม นิภา ผล
อัมพร อุเทน พล (ะ) เฉลา สุไพบูลย์
พร้อม ศรีสุรางค์ เพ็ญ วรนาม (ะ) จำรูญ
กอปรคุณ ประภา พูน มน (ะ) เอื้อสุวิชชา
เยาวลักษณ์ ถนัด บุญ ญกุศล อรสา
ทัศนีย์ อัธยา รัตนา วิลาศ เพียร
ไชยวัฒน์ ประจำจิน ต (ะ) สุทิน ลุจำเนียร
ศรีอรุณ เจริญเรียน ปิติ เรือง ดี.เจ.คอบบ์
ทั้งหมดคณาจารย์ ณ สถานสถิตชอบ
คือ สวนกุหลาบ มอบ กิตติคุณ นิรันดร

วรากร กันตามระ (ส.ก.5658 - พ.ศ.2471) - ประพันธ์


อุดมการณ์รุ่น :

สร้างมิตรไมตรี-ส่งเสริมคนดี-มีใจให้โรงเรียน

ขยายความได้ว่า : จะเสริมสร้างมิตรภาพไมตรีจิตระกว่างกัน, จะยกย่องคนดีในสังคม และ จะสนับสนุนกิจกรรมเยาวชนและการศึกษาแก่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

สถานภาพของบุคคลในรุ่น :

  1. ส่วนใหญ่ สมรส แล้ว และมีบุตรเฉลี่ยรายละ 2-4 คน (ไม่มีแบบเป็นครอกเหมือนโบราณ) โดยบุตรจะเติบโตจนบรรลุนิติภาวะแล้วเกือบทั้งนั้น..รวมถึงมีครอบครัว จนเกิดทายาทให้คนรุ่นนี้ กลายเป็นตาเป็นปู่ ก็มีอยู่หลายคน

  2. บางส่วนยังครองความ เป็นโสด (อาศัย-ใช้บริการเช่า)อาทิ สุริยา ทัศนียานนท์, พงศ์ธร อาภัสสรินทร์, ประพันธ์ วิมลวาทิน ฯลฯ

  3. มีบางคน..ตกพุ่มหม้าย กับบางคนเป็นหม้าย แล้วถือโอกาส แต่งงานใหม่ อาทิ อุปกรม ทวีโภค, ธำรงศักดิ์ บุณยเสนา เป็นต้น
  4. อีกประเภทได้แก่ แต่งงานช้า หรือแต่งใหม่ แล้ว เพิ่งจะมีบุตร อายุได้ไม่กี่ขวบ อาทิ สองคนดังกล่าว, เชิดศักดิ์ (สืบพันธุ์) เศวตดุล(ถึงแก่กรรม) เป็นต้น

  5. มีบ้างบางคน ที่แอบ มีหลายบ้าน อีกทั้งมีผลิตผลครบถ้วนทุกบ้าน-ไม่ขาดตกบกพร่อง ..ประเภทนี้ ไม่สามารถยกตัวอย่างได้..เดี๋ยว (หลาย)บ้านแตก

  6. ที่สละโสดเหมือนกัน แต่หันไป ครองเพศบรรชิต (คาดว่าจะตลอดชีวิต)มีอยู่ 3 ท่านคือ พระ ดร.ชัยเจริญ ธีรญาโณ จำพรรษาอยู่ที่ วัดพระเชตุพนฯ กับอีกสองท่าน OSK83 คือ พระสุธรรม ตีระวนิช อยู่วัดธรรมกาย และ พระกิจจา รามโกมุท อยู่สำนักสงฆ์ จังหวัดกาญจนบุรี

  7. ต่อมาคือประเภท.. ไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น ..จนถึงล่าสุดรวม 16 คน มีทั้งจากไปแบบปกติ และสุดวิสัยจริงๆ..เพื่อนฝูงในรุ่น พยายามเกื้อหนุนครอบครัวที่อยู่ข้างหลังเช่นกัน
    คนแรกของรุ่นที่ลาลับได้แก่ เชาวนะ ประสมทรัพย์ (2513)..รายล่าสุด วัชระ ผ่องสวัสดิ์ (ต้นปี 2547)
    ในจำนวนนี้ มีคนเก่งที่สุดของรุ่น คือ นพ.บุญเยี่ยม เจริญศุภกุล สก.15756 ผู้สอบได้ที่ 11 ของประเทศไทยเมื่อ ปีการศึกษา 2512 รวมอยู่ด้วย

  8. สถานภาพสุดท้าย เป็น ผู้หลงผิด เดินผิดทิศทางไปบ้าง-อยู่ระหว่างพิจารณาคดี ..สถานภาพแบบนี้มีอยู่นิดหน่อยจึงไม่นับเป็นสถิติ



คุณวุฒิและวิชาชีพ :

ส่วนใหญ่ในรุ่น จบการศึกษาปริญญาตรี และที่จบปริญญาเอก-ใช้ ดร. นำหน้าชื่อ มีอยู่ 20 คน อาทิ ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม-อดีต รมช.คลัง, ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม, ดร.สุริยา ทัศนียานนท์ ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในแวดวงวิชาการทั้งนั้น และที่มีตำแหน่งสูงสุดทางวิชาการคือ ศาสตราจารย์ นพ.ธนพล ไหมแพง สอนอยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,นอกนั้นก็ยังมี ดร.สมชาย ฉัตรรัตนา อดีตคณบดีคณะวิศวฯ เทคโนพระจอมเกล้า พระนครเหนือ-ปัจจุบันเป็น รอง ผอ.สสวท.,รศ.ดร.สายัณห์ สดุดี อดีตคณบดีคณะทรัพยากรฯ ม.สงขลาฯ, ดร.มงคล ดำรงค์ศรี, ดร.ไพบูลย์ พฤกษุนันท์, ดร.สุทรรศน์ รักษ์พลเมือง, ดร.เสรี เศวตเศรณี ฯลฯ

ที่จบสวนฯ แล้วไปเรียนแพทย์จนจบ ออกมาประกอบอาชีพนี้ มีอยู่ 36 คน (เป็นหมอรักษาครูเก่าได้หลากหลายสาขา)ที่มีชื่อเสียงในแวดวง เช่น
  • นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ -ผ.อ.รพ.พระราม 9/แพทย์ประจำตัว นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

  • นพ.วิรุฬห์ มาวิจักขณ์ (มีชื่อเสียงเชี่ยวชาญด้านโรคไต)

  • นพ.เติมศักดิ์ กุศลรักษา :ทั้งคู่เป็นบอร์ดของรพ.พระราม 9 เช่นเดียวกับนพ.เสถียร

  • นพ.ประดิษฐ์ วินิจจะกุล-อดีตแพทย์ชนบทดีเด่น ปัจจุบันเป็นรองอธิบดี กรมอนามัย
    กระทรวงสาธาณสุข

  • รศ.นพ.วิรัตน์ วงศ์แสงนาค-ผ.อ.รพ.ลาดพร้าว

  • นพ.สุรพล รักปทุม-อดีตเลขาธิการสมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ
    ปัจจุบันเป็นคณะแพทย์ใน-กรมหลวงนราธิวาสฯ

  • นพ.ชวลิต สันติกิจรุ่งเรือง-(ถึงแก่กรรม)

  • นพ.วิพุธ พูลเจริญ-อดีต หน.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขฯ
    เทียบเท่าระดับอธิบดีในกระทรวงสาธารณสุข

  • นพ.ประยุทธ สุขสมกิจ-ผ.อ.รพ.กรุงเทพ จันทบุรี

  • นพ.สุรชัย ปัญญาพฤฒิพงศ์-ผู้โด่งดังในฐานะแพทย์ผู้วางแผนลงไปผ่าตัดช่วยชีวิต
    หญิงสาวที่ติดอยู่ในซากตึกถล่ม จ นครราชสีมา เมื่อหลายปีก่อนนี้

และยังอีกหลายหมอ ฯลฯ

ด้านสายข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่เติบใหญ่มาถึงล่าสุด ก็ได้แก่
  • พิทูร พุ่มหิรัญ-เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

  • ไชยยงค์ คงจันทร์ และ ประพาฬ อนมาน-สองผู้พิพากษา

  • ศุภชัย บานพับทอง-อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ก.เกษตรฯ

  • บรรพต แสงเขียว-รองผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิต

  • อาทร สินสวัสดิ์-รองผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง

  • วิชญ์ พิพุธวัฒน์-ผู้ช่วยผู้ว่าการบำรุงรักษาระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

  • อุดม เมธาธำรงศิริ-ที่ปรึกษา ระดับ 10 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

  • ทรงศักดิ์ จันทรสาขา-นายอำเภอนาทม จ.นครพนม

  • ธวัชชัย ดิษยนันท์ -นายอำเภอบางสะพาน จ.ประจวบคิรีขันธ์

ถ้าเป็นสายตำรวจ-ทหาร..ขึ้นชั้นนายพลแล้ว..ก็มี
  • พล.ต.ท.บริหาร เสี่ยงอารมณ์-ผู้บัญชาการ สำนักงาน ผบ.ตร.
    สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

  • พล.ต.ต.พิสุทธิ์ พุ่มพิเชษฐ์

  • พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์-รอง จตร. (สบ 7)
    สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

  • และจ่อคิวขึ้นผู้การฯ ได้แก่ พ.ต.อ.ธยาน์ฤทธิ์
    (โด๊ะ-ชัยฤทธิ์)เอกเผ่าพันธุ์ รอง ผบก.นครปฐม

  • และ พ.ต.อ.นิคม อินเฉิดฉาย รอง ผบก.ศรีสะเกษ

เหล่าทัพฟ้ามี
  • พล.อ.ท.สมนึก สวัสดิ์ถึก

  • พล.อ.ต.ปรีชัย หาญเจนลักษณ์

  • พล.อ.ต.วีระเทพ หาญทวิชัย

  • พล.อ.ต.นพ.ณรงค์ภพ ชุ่มสวัสดิ์

  • พล.อ.ต.นพ.บรรเทิง ถนัดพจนามาตย์

เหล่าทัพบก
  • พลตรีเอกชัย จันทร์ศรี

  • พลตรีธราธร ศรียะพันธ์

  • พลตรีดนัย มีชูเวช

  • พลตรีเฉลิมเกียรติ โพธิ์ทองนาค

  • และจ่อนายพลคือ พ.อ.พิเศษ มานพ พงศ์ไพศาล ฯลฯ

หันมาทางเอกชน รวมไปถึงธุรกิจส่วนตัว..ที่เด่นดังในสังคมและวิชาชีพ..อาทิ
  • วิรัช ชาญพานิชย์-ผู้จัดการทีมฟุตบอลชาติไทยและเจ้าของบริษัทเพรสโก้

  • วรชัย อรุณทัต :จากรุ่น 83 ผู้ช่วย กก.ผจก.ใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (ถึงแก่กรรม)

  • ชูเกียรติ พัวพงศกร-ผ.อ.อาวุโส เครือ ซี.พี.

  • ธานี พุฒิพันธุ์พฤทธิ์-M.D.บ.นวพลาสติค เครือปูนใหญ่

  • ด้านกิจการงานพิมพ์นั้นมี..ธงชัย อินทุวิศาลกุล-เจ้าของโรงพิมพ์ภาพพิมพ์
    กับ พี่เขย-เพื่อนร่วมรุ่น พงศ์ธร อาภัสสรินทร์ เจ้าของโรงพิมพ์ พี.เอ.ลีฟวิ่ง
    และ ปรีชา กลิ่นแก้ว-เจ้าของประยูรวงศ์พริ้นติ้ง


หากจะนับที่มีฐานันดรศักดิ์นำหน้านั้นได้แก่ ม.ร.ว.อัจฉรีย์ชัย รุจวิชัย และ ม.ล.ชัยพร นวรัตน์ ..ทั้งคู่จึงถูกเพื่อนๆ เรียกว่า “หม่อม” ไปโดยปริยาย..และเผอิญในรุ่นนี้มี “หม่อม” คนที่สามเพิ่มเข้ามา แต่ไม่เคยได้อยู่วัง-มีเพียงอาศัยอยู่กับหลวงตาที่วัดเลียบ ตรงข้ามโรงเรียน..ชื่อว่า-พันธ์เทพ มาพันธุ์ ..เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ตรีเทพ” เป็นผู้จัดการสวนอาหาร “ริเวอร์เทอเรส” พระราม 7

แต่คนนี้ของจริง.. ว่าที่ ร.ต.กิตติ ขันธมิตร ..รับใช้ใต้เบื้องพระบาท สมเด็จพระเทพฯ มาตลอดนับตั้งแต่เริ่มรับราชการ

จับพลัดจับผลูไปเป็นนักดนตรีและนักร้องชื่อดังของประเทศก็มี “เขียว คาราบาว” กิรติ พรหมสาขาฯ ถอยร่นจาก 83 มาจบรุ่น 84.ตอนนี้เป็นเจ้าของร้านอาหารดัง “เขียวสเต๊กลาว” หลายสาขา

ปิดท้าย-อุตส่าห์สอบตกมาอยู่ร่วมรุ่น..และยึดปณิธานแข็งกล้า-สืบทอดเจตนารมณ์เป็นครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย คือ วัลลภ รัตนวิเศษ (เข้าเรียนรุ่น 83..จบพร้อมรุ่น 84)เป็นขวัญใจนักเรียน ส.ก.นับสิบรุ่นเชียว

รายนามผู้จบปริญญาเอก
พวก ป.เอกมีดังนี้
    1. ดร.ครรชิต ผิวนวล

    2. ดร.จิระเดช แจ่มสว่าง

    3. พระ ดร.ชัยเจริญ ธีรญาโณ

    4. ดร.ชำนาญ ภัตรพานิช

    5. ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม

    6. ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม

    7. ดร.ไพบูลย์ พฤกษ์สุนันท์

    8. ดร.ภาคภูมิ จรรยาหาญ

    9. ดร.มงคล ดำรงค์ศรี

    10. ดร.วรเวช ตันติเวทย์

    11. ดร.ศรีวิชัย ศรีสุวรรณ

    12. ดร.สมชาย ฉัตรรัตนา

    13. ดร.สมชาย ชลศิริพันธ์เลิศ

    14. ดร.สายัณห์ สดุดี

    15. ดร.สุทรรศน์ รักษ์พลเมือง

    16. ดร.สุริยา ทัศนียานนท์

    17. ดร.เสรี เศวตเศรนี

    18. ดร.อภิชาต เติมวิชชากร

    19. ศ.ดร.อรรถพล นุ่มหอม

รวม พวกจบ ปริญญาเอกได้ 19 คนถ้วนๆ เท่านั้น
ถ้ามีเพิ่มและนึกได้ ช่วยเติมให้ด้วย

ส่วน นายแพทย์ มี 36 คน ดังนี้
    1. นพ.กัมพล นิ่มเกียรติขจร

    2. นพ.จรัสพงษ์ ทังสุบุตร

    3. นพ.ชวลิต สันติกิจรุ่งเรือง (ถึงแก่กรรม)

    4. นพ.ณรงค์ เอื้ออารักษ์

    5. พล.อ.ต.นพ.ณรงค์ภพ ชุ่มสวัสดิ์

    6. นพ.ดุล โกวิทวณิชชา

    7. นพ.เติมศักดิ์ กุศลรักษา

    8. ศ.นพ.ธนพล ไหมแพง

    9. นพ.นพดล จันทรเทพเทวัญ

    10. พล.อ.ต.นพ.บรรเทิง ถนัดพจนามาตย์

    11. นพ.บุญเยี่ยม เจริญศุภกุล(ถึงแก่กรรม)

    12. นพ.ประดิษฐ์ วินิจจะกุล

    13. นพ.ประยุทธ สมประกิจ

    14. นพ.พิศาล ไชยมหาพฤกษ์

    15. รศ.นพ.ภาคภูมิ สุปิยพันธุ์

    16. นพ.วิทยา อาชวเมธี

    17. นพ.วิพุธ พูลเจริญ

    18. รศ.นพ.วิรัตน์ วงศ์แสงนาค

    19. นพ.วิรุฬห์ มาวิจักขณ์

    20. นพ.วิศิษฐ์ สงวนวงศ์วาน

    21. นพ.วีระชัย ไพรัชเวทย์

    22. พ.อ.นพ.สกล ศรีอรุณ(ถึงแก่กรรม)

    23. พ.อ.นพ.สมบัติ ลีลาสุภาศรี

    24. นพ.สมพงษ์ ทองศิริกุล

    25. นพ.สมพร ลออพัฒนาสกุล

    26. นพ.สมศักดิ์ ลัพธิกุลธรรม

    27. นพ.สมศักดิ์ สุทรรศน์วรวุฒิ

    28. นพ.สวัสดิ์ เจียมจิต

    29. นพ.สานิส ทินกร

    30. ศ.นพ.สารเนตร์ ไวคกุล

    31. นพ.สิทธิพร อรพินทร์

    32. นพ.สุธี ไกรตระกูล

    33. นพ.สุรชัย ปัญญาพฤทธิ์พงศ์

    34. นพ.สุรพล รักปทุม

    35. นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ

    36. นพ.องอาจ เติมตะนันท์

เช่นเดียวกัน..หากตกหล่นท่านใด ก็ช่วยเติมให้ด้วย

(สำรวจและบันทึกเป็นสถิติโดย : ป๋อง ปากน้ำโพ 8 มิ.ย. 47)



ปรบมือ..ระบือโลก



มานพ แย้มอุทัย (15725)

ด้วยประหยัดและมัธยัสถ์
จำต้องสะบัดมือพร้อมสีงามฯ
ตามทำนอง..คล้องเป็นตำนาน
“ปรบมือ..ระบือโลก”




- เกริ่นนำ-
โดย อ.มานพ แย้มอุทัย OSK84

ผู้เขียนเป็นนักเรียนสวนกุหลาบ หมายเลขประจำตัว 15725 เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก. เมื่อ 17 พฤษภาคม 2508 มี ครูเพียรผจง ธนะโกเศศ เป็นอาจารย์ประจำชั้น เลื่อนมาเรียนชั้น ม.ศ.2 ที่ห้อง จ.ของ ครูถนัด สุคนธปฏิภาค แล้วจบมัธยมศึกษาตอนต้นที่ห้อง จ. ของ ครูฉวี สงวนเกียรติ ข้ามฟากตึกมาเรียน ม.ศ.ปลายสายวิทย์ ที่ห้อง ม.ศ.4 จ. โดยมี ครูอนุกูล กมลเพ็ชร์ เป็นอาจารย์ประจำชั้น และจบหลักสูตร ม.ศ.5 ที่ห้อง จ.อีกเช่นกัน โดย ครูวรรณิศ วงษ์สง่า เป็นผู้เคี่ยวเข็ญในฐานะอาจารย์ประจำชั้นคนสุดท้าย ผลการเรียนมักอยู่ในระดับปานกลาง-พอผ่าน เพราะมัวแต่มุ่งกิจกรรมด้วยความสนุกสนาน ที่ฝากเอาไว้ให้ระบือ ได้แก่ กิจกรรมเชียร์ โดยร่วมกับเพื่อนๆ ในรุ่นฝูงใหญ่ ..สร้างระบบซึมแทรกเป็นขั้นเป็นตอน ให้เด็กสวนฯ ยุคนั้นมีน้ำใจ (spirit) ผนึกกำลังสร้างเอกภาพ (unity) รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อสืบทอดประเพณี (tradition) ต่อจากรุ่นพี่รุ่นพ่อที่สร้างไว้ ..ให้ไล่เรียงมาถึงรุ่นหลาน-เหลนในปัจจุบัน ผลพวงดังกล่าวทำให้เกิดการเชียร์ โดยใช้ “ปรบมือ” เข้ามาผสมผสานกับการแปรอักษรบนอัฒจรรย์ ถือกำเนิดเป็นรายแรกขึ้นในประเทศ ..ที่เด็กสวนกุหลาบทั้งปวง ภาคภูมิใจยิ่งนัก ความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นมานั้น สำคัญที่สุดอยู่ตรงที่ “ครู-อาจารย์สวนกุหลาบทุกท่าน” ..เป็นผู้ให้แก่ศิษย์ การ “ให้” ที่ว่านี้…มิใช่ป้อนใส่ปากหรือสักแต่ว่า “ให้”..ด้วยการสอนและสั่ง แต่ทุกท่าน “ให้” ..โดยศิษย์จะต้องเก็บเอาไปคิด..อย่าง-ไม่งมงาย จากนั้นจะถอยฉากออก-คอยไปเป็นพ่อ-เป็นแม่-เป็นพี่เลี้ยงและบางครั้งยังเป็นเพื่อนคู่คิด ประคับประคองให้เด็กสวนฯ ก้าวพ้นจากรั้วชมพู-ฟ้าและตึกเหลืองยาว ออกไปสู่การเป็นบุคลากรของชาติและสังคมอย่างงามสง่า ไม่ว่าวันเดือนปีจะผ่านไปยาวนานขนาดไหน…เอกลักษณ์ที่ติดตัว ก็สามารถแสดงออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ตลอดเวลาว่า.. “เป็นเด็กสวนฯ”

ข้อเขียนที่นำมาเผยแพร่คราวนี้ เป็นบันทึกเรื่องราวจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่าง ปี พ.ศ.2508-2512 ..เคยนำลงพิมพ์ในหนังสือ “สมานมิตร รุ่น 108” มาแล้วเป็นครั้งแรก ต่อมา-ได้ตรวจแก้ไข เพื่อรำลึกถึงความเป็น “ครูและศิษย์สวนกุหลาบ” อย่างแท้จริง อีกทั้งเพื่อให้เหมาะสมกับการตีพิมพ์ครั้งที่สอง ในหนังสือที่ระลึกงาน “มุทิตาจิต ส.ก. พ.ศ.2535”

ผู้เขียนจบการศึกษาจาก ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย..และได้กลายสภาพจากศิษย์มาเป็น “อาจารย์” ประจำภาควิชาวารสารสนเทศ ณ สถาบันแห่งนี้ ..จนถึงปัจจุบัน รวมเวลาได้ 27 ปีเต็มแล้ว แต่ถึงอย่างไร.. ไม่ว่าจะที่ไหน? เมื่อไหร่? ..ผู้เขียนก็ยังเป็น “ศิษย์ของครูสวนกุหลาบ” ตลอดกาล

การเผยแพร่เรื่องราว “โค้ดปรบมือ-เชียร์” ในลักษณะบันทึกเหตุการณ์จริง นำเสนอด้วยสำนวนแบบสารคดีกึ่งนิยาย-ชื่อเรื่องว่า “ด้วยประหยัดและมัธยัสถ์ จำต้องสะบัดมือพร้อมสีงามฯ ตามทำนอง..คล้องเป็นตำนาน -ปรบมือ..ระบือโลก” ในครั้งนี้ ..จึงนับเป็นคำรบที่สาม เชื่อว่า-จะสามารถให้ความกระจ่างแก่ผู้ที่สนใจติดตามได้ไม่มากก็น้อย..หากมีข้อวิจารณ์หรือติดใจสงสัยสิ่งใดจากบันทึกนี้ ..สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ตามระบุไว้ท้ายเรื่องนี้แล้ว

ผมคงต้องเริ่มต้นตรงที่ความภาคภูมิใจในสถาบันสวนกุหลาบ อันเป็นแหล่งเพาะเชื้อความไว้วางใจระหว่าง “ศิษย์กับครู” ชนิดที่ยากจะหาสถาบันระดับมัธยมแห่งไหนมีเหมือน ครูสวนกุหลาบ..เป็นครูจริงๆ มิใช่สักแต่ว่าจะใช้คำว่า “ครู” นำหน้าชื่อ…หรือดัดจริตอยากจะใช้คำว่า “อาจารย์” นำหน้า อย่างที่เห็นอยู่มากมายในปัจจุบัน ครูสวนกุหลาบ..มิใช่เพียงทำหน้าที่สอน-สั่งต่างๆ เพียงอย่างเดียว…แต่จะเปิดทาง-แนะทาง ให้เด็กสวนฯ ทุกคนมีโอกาสแสดงออกด้วยความคิดเห็นของตน ไม่ว่าจะในเชิงวิชาการ หรือตามสภาวะสังคม ..จากนั้นจะถอยฉากออกไปเป็นเพียง “ที่ปรึกษา” อย่างแท้จริง ถ้วยรางวัลชนะเลิศจากงานต่างๆ ..ที่รุ่นพี่-รุ่นพ่อ-รุ่นปู่ นำพามาไว้จนล้นตู้ในห้องอนุสรณ์นั้น…ล้วนเกิดขึ้นมาจากพื้นฐานข้อนี้ และความคิดเรื่องโค้ดปรบมือ-ที่ใครต่อใครว่ามันบรรเจิดนักน่ะ มันก็เกิดขึ้นมาด้วยพื้นฐานของ “ความวางใจระหว่างศิษย์กับครู” ..ที่มีอยู่ในสวนกุหลาบแห่งนี้นี่เอง

ผมเริ่มต้นสนใจสารพัดกิจกรรมมาตั้งแต่เข้าเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 เมื่อปี 2508 (เปรียบกับสมัยก่อนหน้าก็คือ มัธยมปีที่สี่.. แต่ปัจจุบันนี้ เปรียบได้กับ- มัธยมปีที่สอง ..มันยุ่งจริงๆ เนาะ กับกำหนดหลักสูตรแบบต่างๆ ของกระทรวงศึกษาฯ) และที่หมายใจไว้เป็นพิเศษ-เห็นจะได้แก่ กิจกรรมเชียร์กีฬานี่แหละ บอกกันตรงๆ เลยว่า…ผมเลียนแบบและอยากเป็นเหมือนอย่าง “OSK79..พี่หลอ-ประภัทร ศรลัมพ์” ตำแหน่งเชียร์ลีดเดอร์ของโรงเรียนในพ.ศ.นั้น (เด็กสวนฯ ส่วนใหญ่เรียก-พี่หลอ/ไอ้หลอ เพราะว่าฟันแกหลอข้างหน้าสองซี่เมื่อตอนอยู่มัธยมปลายสวนกุหลาบ)

งานฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคีปีนั้น (2508) เพิ่งจะเป็นครั้งที่สอง ของการเริ่มต้นแข่งขัน-ส่วนฟุตบอลประเพณี “สวนกุหลาบ-เทพศิรินทร์”น่ะ-ตกลงยกเลิกไป เพื่อว่าจะรวมมาแข่งพร้อมกันทั้งสี่สถาบันให้เป็นปึกแผ่นมากกว่าปีนั้น ..พี่หลอ-นำกองเชียร์ร้องเพลงด้วยท่าลีดเดอร์สุดเท่ แม้ว่าชั้นเชิงฟุตบอลของเรา จะไม่ค่อยได้สร้างประทับใจให้กับกองเชียร์เท่าไรนัก ผมแอบจดจำท่าทางและลูกเล่นการพูดปลุกใจหน้ากองเชียร์ของพี่หลอเอาไว้ตลอด ..พร้อมกับตั้งจุดหมายไว้ในใจว่า..เมื่อถึงเวลา กูเป็นรุ่นพี่ในโรงเรียนเมื่อไหร่? ..จะทำให้ได้อย่างพี่หลอ

แล้วผมก็เริ่มมีโอกาสจะเป็นได้อย่างพี่หลอ เมื่อก้าวขึ้นมาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ..เป็นพี่รองจากชั้นสูงสุดของโรงเรียน

จากการคลุกคลีตีโมงทำกิจกรรมสารพัดรูปแบบ และไปจับกลุ่มกับเพื่อนนักฟุตบอลของโรงเรียนที่อยู่ในชั้นเดียวกัน อาทิ ก๊อง-วิรัช ชาญพานิชย์, ชายน้อย สงเคราะห์ ฯลฯ ซึ่งทีมบอลที่ว่านี้ เพิ่งไปคว้าตำแหน่งชนะเลิศกรมพลศึกษามาได้อีกครั้ง เมื่อปี 2510 ..หลังจากเป็นหมูสนามให้คนอื่นเขาเถืออยู่หลายปี พวกเพื่อนนักบอลเหล่านี้ จึงเห็นดีเห็นงาม ..บอกกับตัวผม และครูหลายๆ ท่าน ในห้วงเวลานั้นว่า..“ไอ้เหน่-มันเหมาะสม ที่จะทำหน้าที่นำฝูงเชียร์กีฬา” (เหน่-นั้นเป็นชื่อของพ่อ ที่ถูกเพื่อนล้อเลียน-เรียกจนติดปากตามสมัยนิยม (ของทุกยุคทุกสมัย) และเรียกขานมาถึงวันนี้ ..ด้วยวัยที่กำลังจะเข้าโลงอยู่รอมร่อ)

เมื่อเลื่อนขึ้นมาเรียนม.ศ.4 ในปี 2511 ..ผมได้รับคัดเลือกให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ร่วมกับเพื่อนๆ ในรุ่น ตามคาดหวัง พร้อมกับมีข่าวดีว่า “ฟุตบอลจตุรมิตร-จะกลับมาแข่งใหม่อีกครั้ง” หลังจากหยุดพักไปสองปี ระหว่างพ.ศ.2509-2510




หนึ่งช่วงของสามเชียร์ลีดเดอร์ นำสวนกุกลาบเชียร์ ในวันปิดการแข่งขันจตุรมิตร ครั้งที่ 3 ปี 2511


เชียร์ลีดเดอร์ในรุ่นนั้นมี 7 คน ที่อยู่ในรุ่นเดียวกับผมได้แก่
  • อู๋-ไชยยงค์ คงจันทร์ (ปัจจุบันเป็น-ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฯ)

  • ตั้ม-ชาญวิทย์ สิงหเสนี (เจ้าของบริษัท-จัดการอบรมบุคลากร)

  • จุด-เกษมศักดิ์ กสิศาสตร์ (In-flight manager การบินไทย)

  • บัง-มานิค (ฮูเซ็น) นียพันธุ์ (วิศวกรไฟฟ้า-เจ้าของกิจการของตนเอง)

  • แดง-ทวี บรรจงเพียร (เจ้าของกิจการบริษัทข้ามชาติ)

  • สองคนหลังนี้คือ osk 83 ..นั่งคอยเพื่อนอยู่หนึ่งปี มาจบสวนฯ พร้อมกับรุ่น 84

  • และคนสุดท้ายเป็นรุ่นพี่ (osk 82) ชื่อ พี่โอ-ณรงค์ สัจจะเวที
    (ปัจจุบันเป็นนายทหารพระธรรมนูญ ยศพันเอก)

  • สำหรับประธานเชียร์นั้น แน่นอนว่าอยู่รุ่นก่อนผมหนึ่งปีชื่อ
    “อภิชาต เชาวน์ดี” (เจ้าของธุรกิจส่วนตัว)


เจ็ดเชียร์ลีดเดอร์สวนกุหลาบ เมื่อวันปิดจตุรมิตร ครั้งที่ 3 ปี 2511 ยืนจากซ้าย : จุด-เกษมศักดิ์ กสิศาสตร์, บัง-มานิค (ฮูเซ็น) นียพันธ์, ประธานเชียร์-อภิชาต เชาวน์ดี, โอ-ณรงค์ สัจวาที และ ตั้ม-ชาญวิทย์ สิงหเสนี นั่งจากซ้าย : อู๋-ไชยยงค์ คงจันทร์, แดง-ทวี บรรจงเพียร และ ต้อย-มานพ แย้มอุทัย เสื้อเชียร์ลีดเดอร์ของสวนฯ ปีนี้ ..เป็นแจ๊คเก็ตกึ่งสูท แต่สีที่ใช้ออกหวานน่ารัก เป็นสี old rose ปักช่อกุหลาบที่อกด้านซ้าย สวมทับะเสื้อยืดคอเต่าและกางเกงสีดำทั้งชุด

อัสสัมชัญ รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพจตุรมิตรในปีนั้น ..พวกเราจึงได้ทำกิจกรรมเชียร์อย่างสนุกสนานเป็นการอุ่นเครื่อง ก่อนที่จะมีโอกาสฟูเฟื่องในปีถัดมา
สรุปงาน-จตุรมิตรครั้งที่ 3 สวนกุหลาบของเราได้แชมป์ร่วม โดยกองเชียร์นั่งแปรอักษรรวมกับอัสสัมชัญ ด้านทิศเหนือสนามศุภชลาศัย มีผลงานการเชียร์อยู่ในระดับที่เรียกว่า-ไม่ขี้เหร่

ปีถัดมา (2512) ก็ถึงคราวผมและเพื่อนๆ เป็นพี่ใหญ่ในโรงเรียนบ้าง

มาดเชียร์ลีดเดอร์สวนฯ ในงานจุตรมิตรครั้งที่ 4 ปี 2512 ..สวมชุดค่อนข้างตามกระแสแฟชั่นมากหน่อย-สังเกตได้ตรงเสื้อเชิ้ตสีครีมคอปกตั้ง-ที่สวมแบะอก แล้วนำผ้าพันคอลายสวยๆ มาผูกประดับ ซึ่งกำลังฮิตในหมู่วัยรุ่นยุคนั้น ส่วนแผนกแปรอักษรนั้น สวมแจ๊คเก็ตธรรมดาสีกรมท่า ปักด้านหลังตัวเบ้อเริ่มว่า SUAN





“ตั้ม-ชาญวิทย์” เลื่อนจากเชียร์ลีดเดอร์ไปเป็นประธานนักเรียน ..แต่ด้วยแรงเชียร์ลีดเดอร์เก่า มันเลยมีลูกบ้า-แอบหนุนกิจกรรมเชียร์เป็นพิเศษ

“อู๋-ไชยยงค์” ก้าวขึ้นเป็นประธานเชียร์ ส่วนผมและเพื่อนคนอื่นๆ ยังปักหลักทำกิจกรรมเชียร์อย่างเหนียวแน่น พวกเรานำประสบการณ์ที่ได้จาก เมื่อคราวทำเชียร์จตุรมิตรครั้งที่สาม ตระเตรียมไว้ใช้ในครั้งใหม่อย่างเต็มที่ มีการประชุมวางแผนเป็นขั้นตอน โดยพี่เก่าที่ไปอยู่จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ มาคอยให้คำแนะนำและให้กำลังใจ อาทิ พี่ปุ๊ก-วราทร พินทุสมิต, พี่หลอ-ประภัทร์ ศรลัมพ์ เป็นต้น แม้ว่า “ไอ้อู๋” จะนั่งแป้นตำแหน่งประธานเชียร์ใหญ่ แต่หัวโจกวางแผนงานและตัดสินใจนั้น-หนีไม่พ้นไปจากผม เราแบ่งหน้าที่รับผิดชอบเป็นสัดส่วนอย่างดี โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา อาทิ “ครูวรรณ จันทร์เพชร, ครูวรศักดิ์ รังสิพิพัฒน์, ครูทวี ชมสุวรรณ, ครูวิทูรย์ บุญวานิช, ครูสุรศักดิ์ ทองอิสระ ฯลฯ” คอยดูแลห่างๆ แม้กระทั่ง “ครูผล ใจสว่าง” ก็ยังมาช่วยเป็นกำลังใจและแนะนำการทำงานให้ทั้งหมด ด้านการทำงานแบ่งส่วนออกเป็น ฝ่ายคุมซ้อมเชียร์-มีผมคอยประสานงานและเป็นโฆษก ฝ่ายแปรอักษรมี “เส็ง-พงศ์ธร อาภัสสรินทร์” เป็นหัวหน้า (ปัจจุบันเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ พี.เอ.ลีฟวิ่ง) พร้อมเพื่อนอีก 4 คน ได้แก่..
  • นพดล เนตรสุขำ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

  • ประพันธ์ วิมลวาทิน (สถาปนิกอิสระ และอาจารย์พิเศษสถาปัตย์ จุฬาฯ)

  • ทรงศักดิ์ วิมลรัตน์ (เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง) และ

  • สุรชัย ชินทรเดชา (osk85) ..ที่มาร่วมเตรียมสืบทอดกิจกรรมในปีต่อไป

ฝ่ายสวัสดิการนั้นเรามอบให้ “จ้อย-อุดมศักดิ์ เล่ห์หลีกภัย” เป็นผู้ดูแลพร้อมกับ “ครรชิต ผิวนวล” ที่กำลังซ่าสุดเดชในช่วงนั้น ส่วนผมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ และควบตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายเทคนิคอีกด้วย โดยประธานเชียร์-ไชยยงค์ หมดสิทธิ์ยืนจุ๊ยเหมือนกับของสถาบันอื่นๆ เพราะต้องมาเป็นเชียร์ลีดเดอร์เต้นแร้งเต้นตาภายใต้การดูแลของผม แม้จะแบ่งส่วนแล้ว-แต่พอถึงเวลาลงมือทำงานจริง มักจะอีรุงตุงนังในหมู่เพื่อนสนิทซะมากกว่า ..เรียกว่าช่วยกันคนละไม้คนละมือ-ลุยแบบจั๊บฉ่ายจนได้ดี

เรามักใช้เวลาเย็นหลังเลิกเรียน เตะฟุตบอลพลาสติกที่ถนนระหว่างหัวตึกยาวด้านสะพานพุทธ กับตึกสามัคยาจารย์ ..พอเหนื่อยหน่อยก็มานั่งสุมหัวคุยเกี่ยวกับการทำเชียร์ให้โรงเรียน แต่ละคนมักมีไอเดียแปลกๆ มาเสนอในวงเสวนา เป็นลักษณะกึ่งบริหารงานว่า-เราควรจะทำอะไรกันดีบ้าง-จะเอาเงินทุนจากที่ไหนมาใช้จ่ายระหว่างทำเชียร์บ้าง เพราะต้องยอมรับว่า จะทำงานเชียร์ให้สุดบรรเจิดได้นั้น จักต้องมีเงินทุนหนุนเนื่องอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ทว่า-งานเชียร์ช่วงนั้นเป็นเพียงกิจกรรมตัวประกอบ ไม่ใช่กิจกรรมหลักเหมือนอย่างชุมนุมวิทยาศาสตร์ หรือชุมนุมสังคมศึกษา ฯลฯ พวกทำเชียร์จึงมักเป็นพวก..อนาถาแต่ใจรัก..เสียแหละมาก นักกีฬาหรือนักบอล-มีงบบำรุงกำลังเก็บตัวนอนกันที่โรงเรียน ฯลฯ ส่วนพวกทำเชียร์มีเหมือนกันคือ แอบนอนเอง หรือไม่ก็ไปมั่วขอนอนกับนักบอล ..พอตกดึกๆ อาจมีการแอบแหกค่ายไปโต๋เต๋แถวสะพานพุทธ หรือพาหุรัดบ้าง ตามจังหวะที่ครูพละ “ศิริ สุงคาสิทธิ์” ท่านเผลอ

เมื่อกิจกรรมเชียร์ขาดเงินทุน แต่ไอเดียของสต๊าฟนั้นบรรเจิด พวกเราจึงยอมตัวที่จะเป็นแรงงานรับจ้างทุกๆ อย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทุนทำเชียร์ที่ทุกคนมุ่งมั่นจะให้ทุกอย่างเพอร์เฟคท์ที่สุด ขณะเดียวกัน สต๊าฟเชียร์ก็วางแผนปลุกขวัญ-กำลังใจให้น้องๆ ทุกคน รู้จักสปิริต รู้จักศักดิ์ศรีที่รุ่นพี่ๆ ทำชื่อเสียงเอาไว้ รู้จักการให้กำลังใจแก่ผู้แทนของโรงเรียนที่ไปแข่งขันงานต่างๆ ซึ่งมิใช่เพียงแข่งกีฬาอย่างเดียว แต่ตามไปให้กำลังใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแข่งตอบปัญหา, โต้วาที, ประกวด ฯลฯ เพราะสิ่งเหล่านี้ มันเป็นการแสดงออกถึงสปิริต ที่ทุกคนสามารถให้แก่โรงเรียนได้ไม่ยาก เพียงแต่ต้องใช้กลเม็ด-ลูกเล่นในการจูงใจเล็กน้อย

สต๊าฟเชียร์วางแผนประชาสัมพันธ์สิ่งเหล่านี้ง่ายๆ ด้วยการส่งคนผลัดเปลี่ยนกันขึ้นไปพูดปลุกใจเด็กสวนฯ ทุกคนในช่วงเช้า หลังจากเคารพธงชาติและสวดมนต์แล้ว โดยสมัยนั้น คนที่ขึ้นไปนำสวดมนต์จะเป็นนักเรียนชั้น ม.ศ.5 ที่ส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าห้อง หรือไม่ก็ถูกคัดเลือกจากชมรมพุทธศาสนา เราอาศัยช่องทางนี้เขมือบหัวใจผู้ที่ขึ้นไปทำหน้าที่ดังกล่าวว่า.. หลังนำสวดแล้ว-เอ็งพยายามสอดแทรกข่าวคราวต่างๆ ที่จะจูงใจให้เกิดสปิริตแก่เด็กสวนฯ ทุกคนไว้เสมอๆ พอหนักเข้า ก็ใช้แผนการเขมือบตำแหน่งคนนำสวด โดยเปลี่ยนเป็นพวกเราขึ้นไปทำหน้าที่แทนซะเลย ..แผนนี้เริ่มต้นตั้งแต่เปิดเทอมแรกของปีการศึกษานั้นทีเดียว

แผนต่อมา ..พวกเราขออนุญาตยึดเอาด้านข้างโรงยิมฯ (สมัยนั้นมีโรงยิมฯ ขนาดใหญ่อยู่ตรงบริเวณพระบรมรูป ร.5 ในปัจจุบัน) ติดป้ายโฆษณาบ้าง, ทำหนังสือพิมพ์กำแพง-เสนอเรื่องราวกีฬาที่สวนฯ จะไปแข่งขันบ้าง..ผลัดเปลี่ยนเสนอเรื่องราวข่าวสารผ่านสื่อกำแพงโรงยิมฯ นี้ เพราะเด็กสวนฯ ส่วนใหญ่เมื่อกินอาหารกลางวันแล้ว มักจะเดินผ่านบริเวณนี้ จะได้เดินชนและเห็นข่าวคราวจะๆ เต็มตา เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอนั้น เราจะผลัดเปลี่ยนกันเขียนและออกแบบให้สวยงาม โน้มน้าวไปในทางให้ทุกคนรัก และเสียสละให้แก่สถาบันมากที่สุด

พอผ่านมาได้สองเดือนหลังจากเปิดเทอมแรก ใกล้จะถึงการแข่งขันกีฬากรมพลศึกษาประจำปี ซึ่งมีพิธีเปิดและปิดการแข่งขันเป็นงานใหญ่ พวกเราจึงหมายตาเป็นงานแรกที่จะลองฝีมือทำเชียร์ของสต๊าฟ จึงได้เรียนปรึกษาอาจารย์ผล ซึ่งมีส่วนสำคัญเป็นกรรมการใหญ่ในการจัดกีฬาระดับกรมฯ ครั้งนั้นด้วย โดยเราเสนอให้มีการแปรอักษรในพิธีเปิดและปิด ที่พวกเราจะแสดงฝีมือเอง ไม่ต้องเดือดร้อนจัดหางบประมาณใช้จ่ายให้มากนัก เพราะผ้าแปรอักษรเก่าจากจตุรมิตรฯ ปีที่แล้ว ยังคงพอใช้ได้อยู่ (สมัยนั้นมีเพียงผ้าแปรอักษร 4 สี คือ เหลือง-แดง-ดำ-ขาว เป็นอุปกรณ์การเชียร์ จำนวนเพียงไม่ถึงหนึ่งพันชุด) ที่สำคัญ-กีฬากรมพลศึกษาปีนั้น กำหนดให้มีรางวัลถ้วยเชียร์ดีเด่นมอบแก่โรงเรียนที่เข้าแข่งขันด้วย ..ซึ่งเรารู้ว่า-การที่จะฃนะได้ถ้วยเชียร์มาครอง ต้องมีข้อพิจารณาหลายประการ อาทิ ไปเชียร์กีฬาอย่างมีมารยาท, ไปเชียร์กีฬาสม่ำเสมอ ไม่ใช่ไปเชียร์เฉพาะประเภทกีฬาที่ตนเองเก่งหรือว่าชมชอบในโรงเรียนของตนเท่านั้น เป้าหมายสต๊าฟจึงพุ่งตรงไปที่ ถ้วยเชียร์ จากงานนี้เป็นรางวัลแรก โดยมีเป้าหมายใหญ่คือ ถ้วยเชียร์จตุรมิตร ที่จะมาถึงในช่วงปลายปี แผนงานหลักที่ทำกันมา เริ่มได้ผลในเชิงรุก-เร้าใจเด็กสวนฯ ทุกคนขึ้นมาบ้าง พอถึงช่วงกีฬากรมพลศึกษา ซึ่งใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนทำการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ โดยมี ร.ร.รัฐบาลส่วนกลางเข้าร่วมหลายสิบโรงเรียน พวกเรามีโอกาสฝึกปรือเตรียมพร้อมทั้งฝ่ายสต๊าฟเชียร์และเด็กสวนฯ ทุกๆ คน ให้ตื่นตัวขึ้นมาได้เป็นอย่างดี



วันเปิดแข่งขัน เราเชียร์ด้วยการแปรอักษร ใช้คนประมาณเก้าร้อยกว่าคนนั่งด้านอัฒจันทร์คบเพลิงของสนามศุภฯ ทุกอย่างผ่านไปแบบธรรมดาๆ แต่สต๊าฟเชียร์ทุกฝ่ายก็นำมาสุมหัวประเมินผลงานกันว่า-ดีหรือไม่ดีในจุดไหนบ้าง และจะต้องแก้ไขกันต่อไปอย่างไร?

สรุปได้ว่า การแปรอักษรด้วยถ้อยคำและภาพต่างๆ นั้น ในส่วนความละเอียดของภาพยังไม่ดีพอ เพราะทำได้เพียงการใช้โค้ดหนึ่งต่อหนึ่ง เรื่องนี้ “ไอ้เส็ง-พงศ์ธร” หัวหน้าโค้ดรับเอาไปปรึกษาทีมงานหาทางแก้ไขให้ได้ มีการเสนอให้เอาโค้ดบล็อก ซึ่งจุฬา-ธรรมศาสตร์ใช้ในการแปรอักษรงานฟุตบอลประเพณีก่อนหน้านี้ ..มาใช้กับงานแปรอักษรของเราในพิธีปิดกีฬากรมพละ ด้วย โดยโค้ดดังกล่าวสามารถแปรอักษรเป็นคำพูดโต้ตอบกันได้ทันควัน ไม่ต้องกะเก็งเขียนคำพูดมาล่วงหน้าเหมือนก่อนๆ นึกจะแปรคำว่าอะไร ก็ประกาศให้คนแปรอักษรดูโค้ดตามบล็อกที่ตนนั่ง-ยกโค้ดหมายเลขต่างๆ ที่กำหนดไว้เป็นตัวอักษรนั้นๆ เมื่อเห็นดีดังว่า ..เราจึงเชิญพี่สวนฯ ที่ธรรมศาสตร์มาให้คำปรึกษา ในการเตรียมโค้ด มีพี่ๆ หลายคนแวะเวียนมาแนะนำ ขณะพวกเราเตรียมการเป็นอย่างดี

ทางด้านการร้องเพลงและเสียงเชียร์ ..ประเมินได้ว่า ยังไม่ดีนัก แหกปากไม่สะใจและไม่แม่นยำในจังหวะจะโคนของเพลงเชียร์เท่าที่ควร พวกเราหลายๆ คนจึงระดมแต่งเพลงขึ้นมาใหม่ เพิ่มเติมจากของเดิมที่มีอยู่ไม่ถึงสิบเพลง ในจำนวนเพลงใหม่นี้ เป็นเพลงที่ผมแต่งอยู่หลายเพลง อาทิ รีบรุก, สวนฯ ซาบซึ้ง เป็นต้น ขอให้จับตาเพลง “รีบรุก” เอาไว้ให้ดี เพราะเป็นตัวเอกที่จะนำไปสู่ไคลแมกซ์ของโค้ดปรบมือละ

เมื่อเรามีเพลงใหม่มาใช้เชียร์ แต่เด็กสวนฯ ส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นกับเนื้อหาและทำนอง จะมีโอกาสซ้อมเชียร์ก็เพียงช่วงบ่ายๆ ไม่กี่ครั้ง มันก็คงหนีไม่พ้นสภาพเดิม แบบเดียวกับในพิธีเปิดครั้งที่ผ่านมา ..นั่นคือ กองเชียร์สวนฯ ร้องเพลงไม่ได้เรื่อง สต๊าฟเราจึงคิดแก้เกมนี้ให้ได้ภายในหนึ่งเดือน ด้วยการเรียนปรึกษาอาจารย์ใหญ่วินัย เกษมเศรษฐ ขออนุญาตเผยแพร่เพลงเชียร์ด้วยการกระจายเสียงไปทั่วโรงเรียนในเวลาพักเที่ยง ระหว่างรับประทานอาหารและก่อนเข้าเรียนต่อในภาคบ่าย เจรจาอยู่นานพอดู กว่าท่านจะเห็นเจตนาดี เพราะที่ผ่านมา พวกเรามักถูกมองว่าชอบ “ปลุกระดม” จนอาจจะกลายเป็นการชักนำนักเรียนให้กระด้างกระเดื่องต่อครูอาจารย์ก็เป็นได้ แต่เมื่อเจรจาจนท่านเข้าใจ ทุกอย่างก็เข้าล็อคด้วยดี ..พวกที่มีน้ำเสียงดีจึงไปนั่งบันทึกเสียงร้องและเล่นดนตรียัดใส่เทป (สมัยโน้นยังไม่นิยมเทปคาสเซ็ท) ที่บ้านของ “ป๋อง-สุทรรศน์ รักษ์พลเมือง” (ลูกชายของ ศ.นพ.นที) เพราะไอ้ทรรศน์และเพื่อนๆ มีเครื่องดนตรีซ้อมอยู่ที่บ้าน ได้ม้วนเทปที่แหกปากใส่ไว้สิบกว่าเพลงมาแล้ว ก็ยืมเครื่องเล่นเทปของมันมาไว้ที่ห้องกระจายเสียงของโรงเรียนด้วย เอาไว้เปิดกรอกรูหูเด็กสวนฯ ตั้งแต่เช้ารอบนึง แล้วมาต่อตอนเที่ยงอีกรอบนึง โดยพวกเราผลัดเปลี่ยนกันขึ้นไปคอยเปิดเทป-กลับไปกลับมา-อยู่เรื่อยๆ วิธีการนี้ได้ผลมาก สร้างความฮือฮาให้แก่เด็กสวนฯ ทุกคนที่ได้ยินการกระจายเสียงที่ไม่เคยมีแบบนี้มาก่อน ..ก็ซึมซับเนื้อร้องและทำนองเพลงไปโดยปริยาย-หลายคนฮัมเพลงเชียร์ไปด้วยทั้งๆ ที่ข้าวยังอยู่เต็มปาก

วกกลับไปที่การประเมินผลจากพิธีเปิดกีฬาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีข้อสรุปว่า ..การทำคะแนนให้บรรลุผลคว้าถ้วยเชียร์ได้นั้น จะต้องวางแผนจัดตั้งกองเชียร์ให้ไปดูกีฬาทุกๆ ประเภทที่เราเข้าแข่ง แม้ว่ากีฬาประเภทนั้น สวนฯจะไม่เอาไหนก็ตาม

บอกได้เลยว่า..โคตรยาก-หากใช้วิธีนี้ !!! แต่เราก็ใช้อุบายแยบยล แหกตาเด็กรุ่นน้องชั้น ม.ศ.1 ที่ยังไม่ค่อยแก่แดดว่า-จะต้องแสดงสปิริตเหมือนเช่นรุ่นพี่ๆ เคยทำมาแต่โบราณ (ทั้งๆ ที่จริง ไม่เคยมีประเพณีมาก่อนหน้านี้เลยว่า เด็ก ม.ศ.หนึ่งจะต้องไปเชียร์ทุกครั้งที่รุ่นพี่บอกให้ไป) สต๊าฟเชียร์จึงต้องแบ่งคนมาทำหน้าที่พารุ่นน้องไปสนามกีฬาต่างๆ ที่ใช้แข่งขันตามโปรแกรมที่ระบุเอาไว้ ..ส่วนใหญ่จะเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเราแอบสังเกตพฤติกรรมมาได้ว่า เด็กสตรีวิทย์ใช้วิธีการแบบนี้ เก็บตุนคะแนนหวังถ้วยเชียร์ใบนี้เหมือนกัน เมื่อจับทางถูก ..เราก็ใช้แผนปลุกระดมเด็กสวนฯ ทั้งโรงเรียนทันทีว่า-หากไม่ช่วยกันละก้อ มีหวังเสร็จเด็กสตรีวิทย์ฯ แน่ๆ ว้อย !!

แผนการเป็นไปตามเป้า เพราะเด็กสวนฯ ยุคนั้น หากถูกไซโคแบบนี้ละก้อ อยู่ไม่เป็นสุขแน่ เพราะแต่ละคนเลือดชมพู-ฟ้ารุนแรงมาก เฉพาะอย่างยิ่ง จะยอมแพ้ให้แก่เด็กผู้หญิงสีแดง-ขาวนั้น..เป็นไม่ได้โดยเด็ดขาด !! ทุกเสาร์-อาทิตย์ จึงมีเด็กสวนฯ ไปเพ่นพ่านอยู่ที่สนามแข่ง แห่งต่างๆ มากมาย และถ้ามีโปรแกรมแข่งของสตรีวิทย์อยู่ในสนามเดียวกันด้วยละก้อ ..กองเชียร์สวนฯ จะเสียงดังเป็นพิเศษ แต่ไม่ใช่เข้าข้างสตรีวิทย์นะ กลับหันไปเชียร์คู่แข่งที่ประกบกับสตรีวิทย์แทน แล้วยังหน้าด้านไปอ้างกับอาจารย์หลายๆ ท่านอีกว่า ..ที่ทำอย่างนั้น เป็นการแสดงสปิริตของเด็กสวนฯ ช่วยให้กำลังใจโรงเรียนต่างๆ โดยไม่ยึดติดกับสี หวังเพียงสามัคคีในหมู่นักเรียนด้วยกัน..ซะอีกแน่ะ ฉายแววลีลากะล่อนทองให้เห็นกันจะๆ

ระหว่างไปเชียร์กีฬากรมพละฯ นี่แหละ จำได้ว่า-ในการแข่งวอลเล่ย์บอลสวนฯ กับวัดประดู่ฯ ที่โรงยิมสอง สนามกีฬาแห่งชาติ (สมัยนั้นมีสองโรง) ..ผมกับไอ้ตั้ม สุดเซ็งกับลีลาการเล่นของสวนฯ เลยขึ้นไปนั่งแหกปากเชียร์บนอัฒจันทร์แทนการทำหน้าที่ลีดเดอร์ และด้วยความเซ็ง ..จึงนั่งปรบมือเพลง “รีบรุก” ประกบกับไอ้ตั้ม-ในลักษณะการเล่นตบแผละของเด็กๆ เป็นการแก้เซ็งที่ได้ผลเกินคาด !! เพราะหลังจากนั้นสองสามวัน ก็มีความคิดแว่บเข้ามาในสมองของผม-ย้อนถึงถึงวิธีแก้เซ็งขณะเชียร์เมื่อวันนั้นว่า หากแบ่งกองเชียร์ให้ร้องเพลง “รีบรุก” แล้วปรบมือแบบตบแผละสลับสวนทางกัน-ด้วยการกำหนดไว้ในโค้ดที่นั่ง ภาพความพร้อมเพรียงบนอัฒจันทร์ มันก็น่าจะปรากฏขึ้นมาให้เห็นสลับกันเป็นตัวอักษร ที่จะกำหนดไว้ในโค้ดได้นี่นา ผมรีบนำเรื่องนี้มาเข้ากลุ่มสุมหัวในสต๊าฟเชียร์ทันที ..ทุกคนเห็นดีตามความคิดนี้ด้วย และมั่นใจว่ามันต้องประสบผลสำเร็จแน่นอน ขณะเดียวกับที่ “ไอ้เส็ง” ก็มีไอเดียบรรเจิดมาบอกพวกเราอีกว่า.. ไปหาทางแก้ไขสถานการณ์แปรอักษรจากวันเปิดกีฬาฯ ได้แล้ว โดยวัตถุประสงค์ต้องการให้ภาพละเอียดมากขึ้น แต่เงินทุนไม่มี ก็จำเป็นต้องใช้ผ้าสี่สีของเดิมต่อไปอีก จึงคิดไอเดียให้คนแปรอักษรเล่นพับผ้าสีที่มีอยู่ ให้เป็นส่วนเฉียงบ้าง, พับครึ่งตามแนวตั้งบ้าง แนวนอนบ้าง แทนการยกผ้าเต็มแผ่นเหมือนเคย ซึ่งจะช่วยให้เกิดอัตราส่วนจากเดิมยกผ้าหนึ่งคนต่อหนึ่งสี กลายเป็นหนึ่งคนยกผ้าขึ้นมาได้สองส่วนสองสีพร้อมกัน จะทำให้ภาพหรือตัวอักษรที่แปรออกมาบนอัฒจันทร์นั้นละเอียดมากขึ้นกว่าเก่า-หนึ่งต่อหนึ่ง ความคิดนี้สต๊าฟทั้งหมดยอมรับ และเร่งรีบทำงานออกมาให้ได้ แม้ว่าค่อนข้างยากในการออกแบบลงบนแผ่นโค้ดใหญ่ รวมไปถึงเวลาถ่ายทอดออกมาเป็นโค้ดเดี่ยวของคนแปรอักษรแต่ละคนบนอัฒจันทร์ไล่ไปจนถึงการซักซ้อมทำความเข้าใจให้กับเด็กสวนฯ ที่จะไปนั่งบนอัฒจันทร์ในวันปิด พวกเราเรียกโค้ดแปรอักษรแบบนี้ว่า “โค้ดพับ” แล้วยังเผื่อเหนียว ..เตรียมยันโค้ดบล็อกออกไปเล่นพร้อมกันในวันนั้นด้วย งานหนักจึงตกอยู่กับสต๊าฟเชียร์ทั้งมวล ที่จะต้องขอแรงเพื่อนฝูงร่วมชั้นเรียนให้มาช่วยกันทำงาน

อย่างที่บอกแต่แรกว่า ..กิจกรรมเชียร์นั้นไม่มีงบประมาณมารองรับ แต่จะต้องมีเสบียงตุนไว้เป็นกำลัง ไม่ว่าจะเครื่องดื่มหรือขนมนมเนยระหว่างทำงาน ซึ่งเราตะลุยกันมืดค่ำทุกวัน เราจึงวางแผนหาเงินมาเป็นกองทุนหนุนเรื่องเสบียงขณะทำงานนี้ อาทิเช่น ไปรับจ้าง “ครูผล” ทำความสะอาด-ล้างและขัดโรงยิมฯ ..ได้เงินจากครูมาส่วนหนึ่ง รับจ้างขายหนังสือในงานวิทยาศาสตร์สัมพันธ์แล้วหักเปอร์เซ็นต์เอามาเป็นกองกลางของสต๊าฟเชียร์ รับจ้างเขียนโค้ดโฆษณางานสังคมนิทรรศน์ที่กำลังจะมีขึ้นในช่วงปิดเทอมกลาง นำมาแปรเป็นภาพบนอัฒจันทร์ในวันปิดกีฬากรมพละฯ ประเด็นหลังนี่-มีการเซ็นสัญญากับชมรมสังคมศึกษา อย่างชัดเจนว่า ..จะจ่ายทันทีหลังจากยกภาพโฆษณาครบ 2 ครั้งเรียบร้อยแล้ว (ทำยังกับการฉายสปอตโฆษณาทีวี.ทุกวันนี้แน่ะ) เห็นหรือยังล่ะว่า ทำงานเชียร์สมัยก่อนน่ะ ..อนาถาขนาดไหน?

ตกมาถึงวันปิดกีฬากรมพละ ..สวนกุหลาบนั่งเชียร์และแปรอักษรที่เดิม เตรียมพร้อมทุกอย่างที่จะนำออกมาโชว์ฟอร์มไว้เรียบร้อย ..ไม่ว่าจะเป็น โค้ดบล็อค ที่นึกคำอะไรขึ้นมาได้ ก็สั่งให้แปรอักษรทันที (ซึ่งมีที่หมายในใจสต๊าฟเชียร์ว่า จะเล่นคำแสบๆ แซวสตรีวิทยาโดยเฉพาะ),โค้ดปรบมือ-ตบแผละ ด้วยเพลง “รีบรุก” ที่เพิ่งจะทดลองซ้อมเด็กสวนฯ ได้เพียงไม่กี่ครั้งก่อนถึงวันจริง,โค้ดพับที่จะโชว์ความละเอียดของภาพได้มากกว่าเดิม เราแอบเช็คกระแสข่าวมาได้ว่า ถ้วยเชียร์น่าจะตกเป็นของเรา เพราะคะแนนสะสมที่ทำมาตลอดหนึ่งเดือนนั้น นำโด่งตีคู่มากับสตรีวิทยาแล้วแต่อาจจะเพลี่ยงพล้ำได้ หากกรรมการเอนเอียง-ด้วยแง่คิดที่ว่า เด็กนักเรียนชายน่าจะเสียสละให้แก่เด็กนักเรียนหญิง เมื่อคิดถึงประเด็นนี้ แม้จะมีมาดชายชาตรี แต่วิสัยของพวกเรานั้น ..ยอมไม่ได้!! จึงจำเป็นที่จะต้องโชว์ฟอร์มในพิธีปิดนี่ให้สุดสวยน่าทึ่ง และหากแผนเชียร์ที่เตรียมมาทุกอย่างสัมฤทธิ์ผล ..คะแนนช่วงสุดท้ายต้องตกเป็นของเราแหงๆ แต่ก็มีกระแสข่าวออกมาอีกว่า ..อาจมีถ้วยเชียร์สองใบ แบ่งให้สวนฯ-สตรีวิทย์คนละใบเพื่อถนอมน้ำใจทั้งคู่ วิสัยของพวกเราในวันนั้นก็พูดกันอีกว่า ..ไม่ยอมโว้ย-เราต้องเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น (แน่ะ-ดูมันสิ !!) เอาเป็นว่า วันนั้น-สตรีวิทยามานั่งกันเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่บนอัฒจันทร์ด้านทิศเหนือ แถมยังนำธงสีแดงเขียนตราประจำโรงเรียนสีขาวไว้ตรงกลางขนาดเบ้อเริ่มเทิ่ม มาปิดตรงช่องบันไดขึ้นอัฒจันทร์ไว้ แล้วพวกเธอทั้งหมดก็นั่งล้อมรอบธงแดงนั้น ..คงคิดว่าเก๋ไก๋-ทำคะแนนกินขาดได้แน่ๆ สวนกุหลาบ ..โชว์ฟอร์มเชียร์ทุกรูปแบบเต็มอัตราศึก-ไม่ว่าจะแปรอักษรด้วยโค้ดพับ หรือโค้ดบล็อคกับสำนวนมันๆ และฮือฮาเป็นพิเศษก็ตรงโค้ดปรบมือ-ตบแผละด้วยเพลง “รีบรุก” ผมจำไม่ได้ว่า เสร็จพิธีปิดการแข่งขันกีฬากรมพละฯ วันนั้นแล้ว เราได้ถ้วยเชียร์คู่กับสตรีวิทยาหรือเปล่า ? เพราะในความจำของผม มีเพียงว่า ..สวนกุหลาบคือที่หนึ่งเรื่องเชียร์ โดยได้รับคำชมเชยจาก อจ.โปร่ง ส่งแสงเติม ท่านอธิบดีกรมวิสามัญฯ ซึ่งเป็นประธานในพิธีปิดว่า ..สวนกุหลาบเก่งมาก

จบจากงานกีฬาดังกล่าว สต๊าฟเชียร์ฮึกเหิมขึ้นอีกมาก ..เป้าหมายคว้าถ้วยเชียร์งานจตุรมิตรฯ อยู่แค่เอื้อม เราสุมหัวกันทุกวันเวลาเย็นหลังเลิกเรียนเช่นเคย หากไม่คุยกันตรงเชิงบันไดตึกยาว ก็จะขึ้นไปมั่วสุมในห้องชั้นสองตรงหัวตึกด้านสะพานพุทธ ซึ่งอาจารย์ยกให้เป็นสถานที่เก็บอุปกรณ์ผ้าแปรอักษร และสำหรับเขียนโค้ด-ถ่ายโค้ดแปรอักษร ..เรียกกันว่า “ห้องเชียร์” (พ.ศ.นั้น-คอยเวลาบูรณะตึกยาว จึงไม่ได้ใช้เรียนหนังสือแล้ว) พวกเราชอบยกทีมซึ่งมีอยู่สิบกว่าคน ไปดูกีฬาที่มีการเชียร์ตามมหาวิทยาลัย ..จากนั้นก็จะเก็บรายละเอียดลูกเล่นต่างๆ เอามาวางแผนใช้กับการเชียร์ของเด็กสวนฯ อยู่เสมอ ส่วนงานหลักซึ่งใช้แผนปลุกระดมหัวใจเด็กสวนฯ ในโรงเรียน ยังคงดำเนินต่อไปไม่มีขาด แถมเพิ่มรสชาติด้วยการฉายหนัง 8 ม.ม.ให้เด็กสวนฯ ดูเป็นประจำที่ห้องเชียร์ซะอีกด้วย หนังแปดมิลล์ที่ว่านี่ ..อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นหนังเอ็กซ์โจ๋งครึ่ม-โป๊อล่างฉ่างล่ะ !!

เรื่องฉายหนัง มันเกิดขึ้นมาเพราะ “ไอ้ขุน-สัญญา ภูมิจิตร” มีตำแหน่งเป็นเหรัญญิกคณะกรรมการนักเรียนปีนั้น และพวกเราไปชวนให้มาเป็นเหรัญญิกของสต๊าฟเชียร์อีกด้วย ไอ้ขุนมันบ้าเชียร์เหมือนกัน ..จึงได้ลุยกันมันหยด ที่บ้านของไอ้ขุน มีกล้องถ่ายและเครื่องฉายหนังขนาด 8 ม.ม. ใช้ ..แล้วมันยังไปถ่ายหนังพิธีปิดกีฬากรมพลศึกษามาเก็บไว้ดูเล่นอีก เรียกว่ากำลังบ้ากล้องสุดๆ เราจึงวางแผนให้มันยกเครื่องฉายมาจากบ้าน แล้วใช้เวลาพักเที่ยง-ปิดห้องเชียร์ จัดฉายหนังที่ว่าให้เด็กสวนฯ ดูฟรี ผลัดเปลี่ยนกันเข้าดูเป็นรอบด้วยความยาวไม่กี่นาที เพื่อเป็นแรงใจให้เด็กสวนฯ ได้ดูผลงานที่ทุกคนช่วยกันแสดงออกบนอัฒจันทร์ แล้วก็พูดสอดแทรกด้วยปากเปล่าขณะฉายหนัง ..โน้มน้าวใจให้ทุกคนมีสปิริตเพิ่มขึ้นไปอีก แม้จะเป็นเพียงแค่เศษภาพยนตร์ แต่ในแง่จิตวิทยานั้นถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง เด็กสวนฯส่วนใหญ่หายใจเป็นเรื่องเชียร์เกือบทั้งนั้น ขณะเดียวกับที่ทีมฟุตบอลของเราก็ผงาดขึ้นมาเป็นหนึ่งในยุทธจักรลูกหนังระดับมัธยม ที่หาทีมระดับเดียวกันจับทางได้ยาก เมื่อทีมบอลเยี่ยม กองเชียร์เด่นแบบนี้ ..เราจึงถูกจับตามองเป็นพิเศษในงานฟุตบอลจตุรมิตรครั้งที่ 4 ที่กำลังจะมีขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม 2512

อย่างที่บอกไว้ว่า หากมีการแข่งกีฬาและเชียร์ที่ไหน พวกเราจะไปสังเกตการอยู่เสมอ แล้วเราก็พบว่า ..ไอ้การปรบมือแบบตบแผละนี่ เริ่มมีใช้กันแล้วในระดับมหาวิทยาลัย เพราะไปเจอเข้าที่งานกีฬากลางแจ้งของธรรมศาสตร์ในปีนั้น ผมจึงต้องกลับมาขบคิดขนานใหญ่ เพื่อรุกคืบหน้าเทคนิคด้านปรบมือนี้ให้ได้ ..สำหรับงานวันเปิดจตุรมิตรที่กำลังคืบใกล้เข้ามา เพราะในเมื่อคณะต่างๆ ของธรรมศาสตร์ทำได้ ..เทพศิรินทร์-คริสเตียน-อัสสัมชัญ ก็มีสิทธิ์ทำได้เหมือนกัน และมั่นใจว่า ในวันเปิดจตุรมิตรฯ คงต้องมีรายการ “จ๊ะเอ๋” บนอัฒจรรย์กองเชียร์ด้วยลีลาปรบมือเป็นแน่แท้ อีกทั้งที่ผ่านมา ..เทพศิรินทร์ ก็ร่วมพิธีปิดกีฬากรมพละและเห็นเราปรบมือแบบตบแผละมาแล้ว ..จะต้องปรบมือแบบตบแผละได้แน่นอน

ก่อนจะถึงวันเปิดจตุรมิตรครั้งที่ 4 ประมาณครึ่งเดือน ขณะที่แผนโค้ดแปรอักษรถูกเตรียมการไว้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะโค้ดเดี่ยวหรือโค้ดแปรอักษรร่วมกับคริสเตียน (ที่เราเปลี่ยนสลับคู่จากอัสสัมชัญเมื่อปีที่แล้ว-มานั่งอยู่ด้านทิศใต้บ้าง) ผมก็ขบคิดแก้เกมปรบมือเพลง “รีบรุก” ได้อย่างบังเอิญ !!

จากที่ผ่านมาเราแบ่งกลุ่มให้กองเชียร์ปรบมือเพลง “รีบรุก” ด้วยจังหวะ 1-2-3-4 สลับเปลี่ยนกันตามที่กำหนดไว้ในตำแหน่งที่นั่ง

กองเชียร์สวนกุหลาบ นั่งเป็นตัวอักษร ส.ก. อยู่อัฒจรรย์ด้านทิศเหนือของสนาม(OSK)ศุภชลาศัย โดยให้ชุดหนึ่งปรบขึ้นข้างบนในช่วงแรกเป็นตัวอักษร “ส.ก.” ส่วนชุดที่สองซึ่งเปรียบเป็นสีพื้น ให้ปรบมือกระแทกหัวเข่าในช่วงแรก ซึ่งมือที่ยกสูงขึ้นสลับกันแบบนี้ ทำให้เกิดเป็นตัวอักษร “ส.ก.” วูบวาบอยู่บนอัฒจันทร์กองเชียร์ และประสบความสำเร็จมากเมื่องานวันปิดกีฬากรมพลศึกษา ผมจึงเดาว่า-กองเชียร์อีกสามโรงเรียนต้องทำแบบนี้เหมือนกัน เฉพาะเทพศิรินทร์ต้องมีแน่ จึงบอกสต๊าฟโค้ดแปรอักษรไว้ว่า..ให้เตรียมโค้ดแปรอักษร “จำใครมา” เอาไว้คอยแซวเทพศิรินทร์ ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วย ..หากว่าปรบมือมือเลียนแบบที่เราเคยทำมาแล้วเมื่อครั้งพิธีปิดกีฬากรมพละฯ แล้วผมก็คิดเพิ่มชุดการปรบมือเป็นตัวอักษรจากเดิมที่มีแค่ “ส.ก.” ออกมาเป็นอักษรย่อของทั้งสี่โรงเรียนคือ “สก.-ทศ.-กท.- AC” ติดต่อกันไปไม่มีหยุด



วิธีการที่คิดได้คือ พอร้องเพลง “รีบรุก” และตบแผละจนจบเพลงเที่ยวแรกแล้ว ให้ขึ้นย้อนเที่ยวที่สองใหม่โดยปรบมือจังหวะที่สี่ ซึ่งเป็นจังหวะจบเพลงพอดีนั้นซ้ำอีกครั้งหนึ่งขณะย้อนเพลง แล้วให้ทุกคนดูโค้ดว่า การร้องเพลง “รีบรุก” ย้อนรอบที่สองนั้น ตัวเองมีโค้ดปรบมือแบบใด-เป็นจังหวะขึ้นบนหรือลงล่าง แล้วก็ปรบต่อไปจนครบเพลงเที่ยวที่สอง ซึ่งอัฒจันทร์จะปรากฏอักษร “ทศ.” วูบวาบตามจังหวะเพลงต่อเนื่องทันที พอขึ้นเที่ยวที่สามที่จะต้องใช้โค้ดตัว “กท.” ก็เบิ้ลจังหวะจบเพลงเหมือนเดิมอีก ทำไปจนครบทั้งสี่เที่ยว ก็จะได้ตัวอักษรครบหมดโดยไม่มีการหยุดเพลงเลย ด้วยแผนนี้ พวกเรามั่นใจว่า ในพิธีเปิดสนามจะกินขาดกองเชียร์โรงเรียนอื่นได้แน่นอน

เขียนถึงตรงนี้ ต้องขอย้อนไปขอบพระคุณอาจารย์หลายๆ ท่าน ที่คอยให้กำลังใจและแนะนำการทำกิจกรรมเชียร์ของเราด้วยดีมาตลอด หลังจากที่ท่านเห็นเจตนาการทำงานและความบ้าระห่ำของสต๊าฟผ่านมาหลายงาน นับแต่ต้นปี และเห็นว่าพวกเราคงไม่นำพากองเชียร์ไปเข้ารกเข้าพงที่ไหนแน่ สต๊าฟเชียร์จึงมักได้รับสัญญาณไฟเขียว อนุญาต-อนุมัติในเรื่องต่างๆ ที่เสนอขอดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมและเตรียมการสำหรับงานจตุรมิตรเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมเชียร์, การของบประมาณบางสิ่งบางอย่างเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ เป็นต้น แต่สิ่งหนึ่งที่อาจารย์หลายท่านตักเตือนพวกเราตลอดเวลาคือเรื่องการเรียนหนังสือ เพราะเห็นว่าส่วนใหญ่ทุ่มเทกับเตรียมงานเชียร์จนไม่ยอมเข้าห้องเรียนเป็นเดือนๆ ประเด็นนี้เราทุกคนบอกท่านว่า ช่วงบอลจตุรมิตรเป็นช่วงตุลา-พฤศจิกา ..การเตรียมงานล่วงหน้านั้น ตรงกับสอบ mid-year ..ไม่มีความหมายต่อผลการสอบไล่ปลายปีอยู่แล้ว (สมัยนั้นใช้วัดผลด้วยข้อสอบของกระทรวงฯ เป็นการตัดสินในตอนปลายปีเพียงครั้งเดียว ..พวกเราจึงเห็นว่าการสอบ mid-year ไม่มีความหมาย สอบไปก็ไร้ประโยชน์ แต่ก็เข้าห้องสอบแล้วแข่งกันทำเก๋ว่า ใครจะออกจากห้องสอบได้เร็วกว่ากัน..บางคนเล่นเซ็นชื่อในใบสอบปุ๊บ-ก็เดินออกปั๊บ เช่น ไอ้ป๋อง-สุริยา ทัศนียานนท์ ..เพื่อนฝูงปรบมือให้เกรียวกราว แต่อาจารย์คุมสอบตาเขียวปั้ด)

เมื่อเป็นดังว่านี้ พวกเราขอเอาช่วงเวลาดังกล่าวมาโหมทำเชียร์ให้เนี้ยบไปเลย แล้วค่อยเลิกกิจกรรมทั้งหมด ครั้นถึงต้นเดือนมกรา ..จะดาหน้าดูหนังสือ-ติวกันหั่นแหลกในช่วงก่อนสอบของกระทรวงฯ ต่อเนื่องไปจนสอบเอ็นทรานซ์ทีเดียว อาจารย์ท่านฟังเหตุผลแล้วก็ได้แต่ทำเสียง หึ-หึ ..เพราะถึงจะพูดยังไง ? ไอ้พวกบ้าเชียร์มันก็หูทวนลมซะแล้วกับคำเตือนให้ไปเรียนหนังสือ ผลพวงจากบ้าระห่ำทำเชียร์ตกมาถึงผม ในช่วงก่อนสอบไล่ปลายปีและสอบเอ็นทรานซ์ เพราะหูตาแหกขนาดนอนร้องไห้ กลัวว่าจะสอบไล่ไม่ผ่าน เนื่องจากเนื้อหาวิชาต่างๆ มันมากซะเหลือเกิน ..ทำท่าว่าจะดูได้ไม่ครบถ้วนซะด้วย ผิดกับสอบเอ็นทรานซ์ที่ดูแล้วเหมือนหมู โดยเลือกสอบเพียงสี่หมวดวิชาเท่านั้นเอง วิชาไหนไม่ได้เลือกสอบก็ทิ้งถังขยะไปได้เลย จึงขอเตือนเด็กสวนฯ ที่นั่งอ่านเรื่องนี้ว่า คิดจะบ้าทำกิจกรรมมันก็ดีในส่วนช่วยเหลือสถาบันและเป็นประสบการณ์เข้าร่วมสังคมต่อไปในภายหน้า แต่ทั้งหมดจะต้องอยู่บนพื้นฐานความพอดี แบ่งเวลาให้ถูกต้อง ซึ่งการรู้จักบริหารเวลา จะทำให้เราติดเป็นนิสัย สามารถนำไปใช้ในชีวิตการงานต่อไปภายภาคหน้าได้เป็นอย่างดี อย่างผมในตอนนี้ มีงานมากมายหลายอย่างที่ต้องทำเกือบจะพร้อมๆ กัน แต่เมื่อแบ่งเวลาแบ่งเรื่องราวได้ถูกต้อง ทุกอย่างก็สำเร็จได้เท่าเทียมกัน ..ไม่เกิดผลเสียหายในภายหลัง

ก่อนจะถึงงานวันเปิดจตุรมิตร มีสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด สำหรับประกอบความคมชัดของการเชียร์ด้วยโค้ดปรบมือ นั่นคือ..การสวมเสื้อเชียร์!! ประเด็นนี้ ..สต๊าฟเชียร์ใช้กลยุทธ์จูงใจเด็กสวนฯ ให้มีส่วนร่วมเหมือนเคย ด้วยการเปิดประกวดแบบเสื้อเชียร์ ที่ทุกคนมีสิทธิ์ส่งแบบเข้ามาร่วมได้ แล้วสต๊าฟจะคัดเลือกเอามาในรอบแรกจำนวน 8 แบบ เพื่อเปิดให้ลงคะแนนเสียงกันทั้งโรงเรียน ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี แบบเสื้อที่ได้รับการลงคะแนนเสียงมากที่สุดนั้น.. (ที่จริงมีการลงไพ่ไฟใส่คะแนนให้แก่แบบที่สต๊าฟเชียร์หมายตาเอาไว้แล้ว) ดูเรียบง่าย เป็นแบบคอกลมแขนยาว สีขาว มีขลิบสีชมพู-ฟ้าที่คอ พิมพ์ตราโรงเรียนที่เหนืออกข้างซ้าย ปลายแขนทั้งสองข้างจั๊มผ้ายืดสีชมพู-ฟ้า ..ดูแล้วไม่สะเหร่อเท่าไหร่ แต่ปรากฏว่า-ไปสะเหร่อในสายตาของอาจารย์เข้า เฉพาะอย่างยิ่ง อาจารย์ลลิดา ธนพุทธิ ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ฝ่ายบริหาร ท่านยืนยันเด็ดขาดว่า..เสื้อเชียร์สวนกุหลาบ จะต้องใช้สีชมพูเท่านั้น ไม่มีทางเปลี่ยนไปใช้สีอื่นเด็ดขาด ..ประเพณีที่รุ่นพี่เขาทำกันมานานนมนั้น ใช้สีชมพูมาตลอด ..จะทำลายทิ้งไม่ได้ !! เอาแล้วสิ เจอของแข็งเข้าให้แล้ว ?!?

สต๊าฟทั้งหมดประชุมกันเครียดและมีมติให้ส่ง “ไอ้ตั้ม-ชาญวิทย์” ประธานนักเรียนแต่แฝงตัวอยู่ในสต๊าฟเชียร์กับ “ไอ้ขุน-สัญญา” เหรัญญิก กรรมการนักเรียนและสต๊าฟเชียร์ ซึ่งพิจารณาแล้ว่า-ทั้งคู่นี้ปากหวาน พูดจามีเหตุมีผล ขึ้นไปเจรจากับอาจารย์ลลิดา และยืนยันว่าเราจะทำเสื้อเชียร์ตามแบบที่ชนะประกวดมา คือ-ตัวเสื้อเป็นพื้นสีขาว โดยจะคงสีชมพู-ฟ้าประดับไว้ตรงคอและปลายแขนเช่นเดิม ผลการเจรจารอบแรก ไอ้สองคนมันกลับมาบอกพวกเราว่า ..อาจารย์ไม่ยอมว่ะ เผชิญมุมอับแบบนี้ เรื่องราวทำท่าจะลุกลามไปใหญ่ เพราะไม่รู้มีใครออกไอเดียว่า ให้เอาม็อบนักเรียนเข้าชน โดยถือว่าแบบเสื้อที่จะใช้นั้น ได้มาจากพื้นฐานประชาธิปไตย เป็นเสียงส่วนใหญ่ของนักเรียนทั้งโรงเรียน หากไม่ทำตามแบบที่ได้ออกเสียงมา จะกลายเป็นการเหยียดหยามศักดิ์ศรีของนักเรียน ..ว่าเข้านั่น !! ผมเลยบอกเพื่อนๆ ว่า กูเอง..กูจะไปเจรจากับอาจารย์เอง หลายคนไม่เห็นด้วย พวกมันบอกว่า .. ไอ้เหน่มันปากหมาขขวานผ่าซาก ขืนให้ไปพูดกับอาจารย์-วงแตกแน่ !! ผมตอบทุกคนว่า กูนี่แหละจะไปบอกอาจารย์ว่าเป็นเทคนิคเกี่ยวกับการปรบมือที่เรานำมาใช้และต้องใส่เสื้อแบบนี้ ผมตอบเพื่อนไปด้วยคำพูดแบบนั้น ทั้งๆ ที่ไม่รู้เหมือนกันว่าพูดออกไปได้อย่างไร?? ทุกคนเลยลงมติว่า-โอเค.มึงเป็นหัวหน้าฝ่ายเทคนิคอยู่แล้ว ผมเดินขึ้นไปบนห้องทำงานของอาจารย์ลลิดา ในใจก็นึกคำพูดไปด้วยว่า จะพูดอย่างไรดีวะ?? พลันความคิดก็แล่นเข้ามาในสมองแบบเจ้าเล่ห์ สามารถหาทางออกได้สดใส ผมบอกกับอาจารย์ลลิดา ซึ่งรับผิดชอบ-เสาะหาร้านค้ามารับจ้างทำเสื้อเชียร์ว่า…“ในเมื่อกิจกรรมเชียร์ของสวนกุหลาบ ต้องใช้การประหยัดมาตั้งแต่ต้น พวกผมไม่เคยมีโอกาสได้รับงบประมาณสนับสนุนเหมือนชมรมอื่นๆ แต่เราก็ทำเชียร์กันแบบมัธยัสถ์มาตั้งแต่ต้นปี และอาจารย์ก็รู้ว่าสวนกุหลาบประสบผลสำเร็จมาทุกงาน เฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคการปรบมือประกอบเพลงที่เราเอามาใช้ ..นั่นคือพื้นฐานที่เกิดขึ้นมาจากการประหยัด-มัธยัสถ์ของพวกเรา โดยไม่ต้องไปซื้อหาอุปกรณ์ผ้าหรือกระดาษสีมาใช้ประกอบแบบโรงเรียนอื่นๆ และจากความจริงที่อาจารย์เห็นมานั้น ..การปรบมือบนอัฒจันทร์ให้มองเห็นเป็นตัวอักษรขึ้นมาได้ ก็เพราะเราสวมเสื้อนักเรียนสีขาวแขนสั้นไปเชียร์ เมื่อปรบมือปุ๊บ แขนเปลือยๆ ของแต่ละคนซึ่งมีสีเนื้อค่อนข้างดำแดง มันไปวูบวาบตัดกันกับเสื้อสีขาว ตำแหน่งโค้ดต่างๆ ที่กำหนดไว้ มันก็ปรากฏแก่สายให้เห็นในระยะไกลได้ ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงกำหนดให้เสื้อเชียร์ปีนี้เป็นสีขาว เพื่อโชว์ฟอร์มการปรบมือให้คนดูได้เห็นอย่างคมชัดที่สุดครับ” ผมพูดให้อาจารย์ฟังแบบไม่ติดขัด แต่คงจะไม่เหมือนกับที่เรียบเรียงย้อนหลังมาให้อ่านตามนี้แน่ เพราะวันเวลามันผ่านมาถึงยี่สิบห้าปีเข้าไปแล้ว ..แต่ขอยืนยันว่า คำพูดที่เขียนมา-หากไม่ใช่ก็ใกล้เคียงแหละครับ

อาจารย์ลลิดาฟังอย่างสงบ แล้วย้อนถามชนิดที่ผมเซ่อเหมือนกันว่า “เธออธิบายให้ครูฟังได้แจ่มแจ้งดีจ้ะ แต่เมื่อเธอบอกว่าจะต้องใช้แขนสีเนื้อดำแดง ไปตัดกับเสื้อสีขาว แล้วทำไมแบบเสื้อถึงได้ออกมาเป็นแขนยาวล่ะ?”ทันทีนั้น-ความกะล่อนก็แว่บเข้ามาในสมองเพื่อนั่งยันนอนยันอีกว่า“ที่เป็นเสื้อแขนยาวนั้นเก็บไว้จุ๊ยครับ พอขึ้นอัฒจันทร์เชียร์ เราจะประกาศให้ทุกคนพับแขนเสื้อขึ้นไปเหนือข้อศอก อันนี้เป็นลูกเล่นให้ตื่นตานิดหน่อย เก็บเอาไว้ไซโคกองเชียร์ได้อีกอย่างหนึ่งครับ” เที่ยวนี้อาจารย์ลลิดาพยักหน้าช้าๆ อย่างเข้าใจ หรือเห็นแววกะล่อนของผมก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ระหว่างอาจารย์ลลิดากับผม มีอันต้องไม่เจอะเจอกันไปนาน กระทั่งปิดงานจตุรมิตรแล้ว เพราะท่านปิดท้ายการเจรจาในวันนั้นว่า…
“ ..เธอทำหน้าที่ผู้นำที่ดี แต่เธอกำลังมีรูปแบบผู้นำนักเรียนที่ไม่ดี เพราะผมเธอยาวมาก (ที่จริงมันยาวระต้นคอเพียงเล็กน้อย) ไปจัดการซะ ..ไม่งั้นครูจะทำโทษเธอ หากเห็นผมของเธอยาวแบบนี้ในครั้งหน้า”

ผมรับฟัง ..แต่รู้สึกเฉยๆ ..แล้วก็ไม่ปฏิบัติตามซะด้วย เส้นทางของอาจารย์ลลิดา กับผม จึงเป็นเส้นขนาน ไม่เจอะเจอกันนานกว่าสามเดือน ตลอดระยะเวลาช่วงนั้น เพราะผมวูบหลบทุกครั้ง..ที่เห็นท่านเดินมาแต่ไกล

พิธีเปิดสนามจตุรมิตรครั้งที่ 4 มาถึง ..ทุกอย่างพร้อมแล้วกับการโชว์ฟอร์มเชียร์ เรื่องแปรอักษรนั้นกลายเป็นของธรรมดาไปแล้วสำหรับพวกเรา เพราะทุกคนเล็งไปที่การปรบมือ-ตบแผละ ที่ซักซ้อมกันได้มากพอสมควร ผมยังไม่ค่อยแน่ใจนักในส่วนของจังหวะปรบมือ ที่ต้องตบเบิ้ลซ้ำระหว่างรอยต่อเพลงเที่ยวที่หนึ่ง-ไปสอง-ไปสามจนครบสี่ ..จึงบอกให้ “ไอ้บัง-มานิค” กับ “ไอ้จุด-เกษมศักดิ์” เพื่อนเชียร์ลีดเดอร์ ไปยืนปรบมือเป็นตัวอย่างให้กองเชียร์ปรบตาม-อยู่หน้าอัฒจันทร์ เพื่อป้องกันมิให้กองเชียร์ไขว้เขวอีกด้วย แล้วก็เป็นไปตามที่ผมพะวง เมื่อเริ่มต้นเพลง “รีบรุก” โชว์ฟอร์มครั้งแรกนั้น ..สะดุดล่ม-คะมำ-คว่ำไม่เป็นท่า ผมแก้เกม กลบเกลื่อนไม่ให้กองเชียร์โรงเรียนอื่นรู้ทันที ..รีบโดดออกมา “บูม-สวนฯ” ซะหนึ่งครั้ง แล้วยืนพูดปลุกระดมกองเชียร์ใหม่ โดยขอให้ทุกคนตั้งใจท่องโค้ดของตัวเองว่า-แต่ละคนจะต้องปรบมือโค้ดอะไรบ้างในการร้อง “รีบรุก” ครบทั้งสี่เที่ยว ..แล้วให้จำไว้จนตายเลย !! เพราะตอนนี้ทุกคนสวมบทบาทนั่งในตำแหน่งที่ถูกกำหนดไว้ไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว จนกว่าจะจบการแข่งขันในวันนี้ ..จึงค่อยทิ้งมันออกไปจากสมอง พอเริ่มต้น “รีบรุก” ใหม่เป็นครั้งที่สอง คราวนี้ทุกอย่างแม่นเป๊ะ ตัวอักษรย่อทั้งสี่สถาบันวูบวาบต่อเนื่องกันไปจนครบทั้งสี่เที่ยวไม่มีหลุดเฟรม แต่ระหว่างที่กำลังโชว์ฟอร์มอยู่ในเที่ยวที่สาม-สี่นั้น เสียงคนดูจากอัฒจันทร์ด้านมีหลังคาดังฮือฮามาก และฮือฮาต่อเนื่องขึ้นไปอีก ..ซึ่งผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะมัวแต่ลีดด์นำกองเชียร์อยู่โดยตลอด ..จนครบ 4 เที่ยวแล้วจึงหันกลับไปดู ที่ไหนได้ ..บนอัฒจันทร์กองเชียร์เทพศิรินทร์ดันทะลึ่งแปรอักษรคำว่า “จำใครมา?” ย้อนรอยเราเองซะแล้ว ..โค้ดที่เราเตรียมเอาไว้จะแซวเขา-จึงเป็นหมันไป ต้องยอมรับความหัวไวของเทพศิรินทร์ในปีนั้น ที่มี “ไอ้หน่อย-อภิชาต โพธิไพโรจน์” เป็นหัวโจก (ปัจจุบันเจอกันในแวดวงอาชีพก็เกทับบลี๊ฟกันอยู่บ่อยๆ ด้วยเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นขอให้เด็กเทพฯ ที่มักจะเถียงอยู่เสมอว่าใครเป็นโรงเรียนแรกที่คิดปรบมือ ก็ให้ไปถาม “ไอ้หน่อย” คนนี้ดูเหอะ และเมื่ออ่านเรื่องนี้จบ ก็จะรู้ถึงขั้นตอนการปรบมือเป็นกังหันหมุนต่อไปได้ดี ..ว่ามีกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร??) ในวันนั้นเทพศิรินทร์ปรบมือตบแผละเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยฮือฮาเหมือนของสวนฯ เพราะปรบมืออยู่ได้เพียงอักษรชุดเดียว ไม่ต่อเนื่องแบบสวนกุหลาบ ที่ครบถ้วนทั้ง 4 ชุดติดกันไปไม่มีหยุด ส่วนคริสเตียน-อัสสัมฯ นั้น ไม่ได้สนใจเรื่องปรบมือ เพราะใช้นักเรียนระดับชั้นประถมมาเป็นกองเชียร์ซะเป็นส่วนมาก ..การทำความเข้าใจกับโค้ดปรบมือแบบนี้ จึงยากเอาการกับสมองน้อยๆ ของพวกเขา

เสร็จงานจากวันเปิด เราต้องมาเตรียมงานในวันปิดที่จะต้องเจ๋งจริงๆ เพราะนอกจากผู้ชมจะมีจำนวนมากแล้ว พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา รมช.กระทรวงศึกษาฯ จะมาเป็นประธานในพิธีอีกด้วย ที่สำคัญ ..จะประกาศผลถ้วยเชียร์ดีเด่น และแจกควบไปกับถ้วยชนะเลิศฟุตบอลที่ยังไม่รู้ว่าใครจะได้เข้าชิง ? การแข่งขันที่เหลืออีกสองนัด เป็นการแข่งทำคะแนนสะสม ..กองเชียร์แต่ละโรงเรียนจึงไปดูไปเชียร์ตามใจชอบ ไม่ค่อยฟู่ฟ่าเท่าไหร่ เพราะตรงกับช่วงปิดเทอมกลางปีพอดี ช่วงระยะเวลาที่คอยให้ถึงวันปิดนี่ เรายังคงวางแผนการเชียร์เหมือนเดิมทุกอย่าง ปลุกระดมนักเรียนสวนฯ ด้วยรูปแบบเดิมไม่มีอะไรพิเศษ เว้นแต่เน้นการฉายหนังที่ถ่ายทำมาเพิ่มเติม มีการตัดต่อเอาช่วงไฮไลท์ของฟุตบอลมารีเพลย์ให้มันๆ สอดแทรกเทปเสียงเพลงประกอบไปกับหนังให้เร้าใจขึ้นมาอีกหน่อย ที่ฮือฮาปรบมือเป่าปากกันเฟี้ยวฟ้าวทุกครั้ง ..ก็ตรงช้อตยาวเหยียดที่ “ชายน้อย สงเคราะห์” ศูนย์หน้าตัวกลั่นของเรา กระชากลากเลื้อยบอลจากแดนหลัง ลุยเดี่ยวไปพังประตูฝ่ายตรงข้ามอย่างสุดสวย “ไอ้น้อย” ทำได้ยังกับเปเล่แน่ะ !!

การประเมินผลเชียร์ในวันแรก ทุกอย่างดูดีไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเสียงเชียร์ ระเบียบวินัยต่างๆ ..ด้านแปรอักษรไม่ว่าจะโค้ดเดี่ยวหรือโค้ดร่วม ทุกอย่างเพอร์เฟคต์มาก เหลือเพียงอย่างเดียว ..เทคนิคการปรบมือ ที่ถือว่ามาถึงทางตันแล้ว เพราะ-ในวันเปิดงานนั้น เทพศิรินทร์ก็ทำได้เหมือนเป๊ะ เหลือแต่เพียงยังไล่ตามไม่ทันเรา-ที่ปรบยาวรวดเดียวได้อักษรย่อสี่ชุดบนอัฒจันทร์ เชื่อว่า วิธีปรบมือดังกล่าว เลียนแบบตามอย่างได้ไม่ยาก และเทพศิรินทร์ (ผสมกับนักเรียนร.ร.สายปัญญาที่มาช่วยเสริมจำนวนกองเชียร์แปรอักษรในปีนั้นด้วย) จะต้องไล่ตามทันพวกเราในวันปิดจตุรมิตรแน่นอน หน้าที่แก้เกมตกมาถึงผมอีกเหมือนเคย เพราะทะลึ่งถูกอุปโลกน์ให้เป็นฝ่ายเทคนิคควบอีกตำแหน่งด้วย ผมใบ้กิน คิดอะไรไม่ออกไปหลายวัน และหงุดหงิดกับการเร่งหาไอเดียเป็นอันมาก แต่แล้ว…เหมือน “หลวงปู่สวนกุหลาบ” กับล้นเกล้าฯ “พระพุทธเจ้าหลวง” จะทรงช่วยเด็กสวนฯ ให้รอดพ้นมุมอับจากปัญหาต่างๆ อยู่เสมอ เพราะหลังจากแข่งครบ 3 แมทช์ โดย-สวนกุหลาบได้เข้าชิงกับคริสเตียน และใกล้ถึงวันปิดเข้ามาเต็มทน แต่ผมยังหาลูกเล่นใหม่มาใช้ไม่ได้นั้น บังเอิญเหลือเกินที่มีดีเปรสชั่นเข้ามากระหน่ำกรุงเทพฯ พอดี เป็นเหตุทำให้เกิดน้ำท่วมสนามศุภฯ และพื้นที่อื่นๆ ในกรุงเทพฯ อีกหลายแห่ง รวมทั้ง ร.ร.สวนกุหลาบก็หนีไม่พ้นน้ำท่วม กำหนดวันปิดจตุรมิตรจึงเลื่อนออกไปอีกสิบวัน เป็นวันที่ 11 พฤศจิกายน 2512 ..ผมยังพอมีเวลาที่จะคิดหาทางแก้เกมได้อีกหน่อย..เฮ้อ !! แล้วก็ถึงกำหนดเวลาเปิดเรียนในภาคสอง หลังจากน้ำแห้งพอดีเหมือนกัน วันหนึ่ง-หลังจากเปิดเรียนได้สองสามวัน ขณะที่พวกเรากำลังมั่วสุมเล่นบอลพลาสติก ที่ช่องแคบหัวตึกยาวกับตึกสามัคยาจารย์ เป็นกิจวัตรประจำวันอยู่นั้น ผมนั่งดูเพื่อนๆ เล่นอย่างสนุกสนาน สลับกับเหม่อมองไปที่โรงฝึกงานวิชาไฟฟ้า ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังตึกสามัคยาจารย์ ที่พวกเราเคยเรียนและฝึกภาคปฏิบัติวิชานี้ เมื่อครั้งอยู่ชั้น ม.ศ.2 (บริเวณนั้น-ปัจจุบันกลายเป็นสระว่ายน้ำ-สุนทร คงสมพงษ์-ไปแล้ว) วิชาไฟฟ้าภาคปฏิบัติ ซึ่งสอนโดย “ครูชัยวุฒิ บุญเจริญ” ที่เราเคยเรียนนั้น มีอยู่ส่วนหนึ่งที่สอนเรื่อง “ไฟกะพริบวิ่งเป็นวงจร 1-2-3”

แล้วความคิดก็แว่บเข้ามาในสมองทันทีว่า..หากให้กองเชียร์ปรบมือตามโค้ดที่เราเขียนกำหนดไว้ตามตำแหน่ง เหมือนกับการต่อสัญญาณเข้าขั้วหลอดไฟฟ้า ไล่เรียงไปเป็นหลอดที่-หนึ่ง-สอง-สาม ซึ่งทำให้หลอดไฟเปิดสว่าง สลับกันไปตามวงจร 1-2-3 นั้น จังหวะการปรบมือที่ยกขึ้นมา ก็น่าที่จะไล่เรียงไปเหมือนกับหลอดไฟฟ้าเปิดสว่าง ..วิ่งเป็นวงจรได้เหมือนกัน ผมรีบเรียบเรียงเรื่องราวในสมองทันทีว่า..แล้วจะใช้เพลงอะไร? ที่จะนำมาใช้ประกอบการปรบมือให้เป็นวงจรแบบนี้ ได้เหมาะเจาะที่สุด ลองนั่งเคาะจังหวะหาเพลงเชียร์ที่มีอยู่ ก็ตรงตัวเป๊ะกับเพลง “มาร์ชชมพู-ฟ้า” หรือ “สีงามฯ” ต้นตระกูลเพลงเชียร์ประจำโรงเรียนพอดี ผมกระโดดด้วยความดีใจเหมือนกับที่ “อาคีมีดีส” ร้องตะโกนว่า “ยูเรก้า” ยังไงยังงั้นเลยละ !!

แล้วผมก็โดดออกมาตะโกนบอกเพื่อนๆ สต๊าฟเชียร์ ให้หยุดเล่นบอลชั่วคราว ..มาช่วยทดลองความคิดชองผม-ที่แว่บขึ้นมานี้หน่อย เพื่อนแต่ละคนกำลังสนุกกับเกมบอลพลาสติก ..มันจึงไม่สนใจคำขอของผมแม้แต่คนเดียว จนผมต้องไปดึง “ไอ้ชิต-ครรชิต ผิวนวล” (ปัจจุบันเป็นด๊อกเตอร์-นักวิชาการอิสระอยู่ที่ USA) ซึ่งถูกอุปโลกน์ให้เป็นหัวหน้าสวัสดิการ ..โดยบอกว่า “มึงบอกให้พวกมันหยุดก่อน ..กูหาไอเดียเชียร์ในวันปิดจตุรมิตรได้แล้ว” ไอ้ชิตยอมจัดการตามคำขอ และระบุแก่ทุกคนว่า-ต้องฟังไอ้เหน่มันหน่อย

ผมจึงจับพวกเราที่มีอยู่ราวๆ ยี่สิบคน ไปนั่งที่บันไดขึ้นตึกสามัคยาจารย์ โดยแบ่งเป็นสองแถวๆ ละ 9 คน แล้วระบุตัวพวกมันให้มีตำแหน่งเป็นโค้ดเบอร์หนึ่ง-สอง-สาม ไล่ไปตามลำดับจนครบ ..โดยไม่บอกว่าทำอะไร? แล้วให้พวกมันร้องเพลง “สีงามฯ” โดยจังหวะตบมือครั้งแรก-ตอนเริ่มเพลงนั้น ให้คนที่เป็นเบอร์หนึ่ง ปรบมือระดับหน้าอก พอจังหวะสอง-สาม ให้ปรบมือกระแทกที่หน้าขา ส่วนคนเบอร์สอง-ปรบมือจังหวะแรกที่หน้าขา แล้วยกขึ้นมาระดับอกในจังหวะปรบมือครั้งที่สอง จากนั้นกลับมาปรบมือกระแทกที่หน้าขาในจังหวะที่สาม และสุดท้ายคนเบอร์สาม ให้ปรบมือจังหวะหนึ่งและสองกระแทกที่หน้าขา พอถึงจังหวะสามให้ยกขึ้นมาปรบระดับหน้าอก ให้ทุกคนปรบมือแบบนี้ไปตลอด หนึ่ง-สอง-สาม ซึ่งเท่ากับว่า จะมีอยู่ครั้งหนึ่งของแต่ละคน ที่ยกมือขึ้นมาระดับหน้าอก ส่วนสองครั้งที่เหลือกระแทกหน้าขา ..ไล่ไปกระทั่งร้อง “สีงาม” ครบจบเพลง แต่ละคนยังงุนงงกับไอเดียของผมอยู่ ผมจึงบอกว่า-พวกมึงไม่ต้องสงสัย มึงทำตามที่กูบอกก็แล้วกัน แล้วผมก็เรียก “ไอ้ชิต” กับ “ไอ้เส็ง-พงศ์ธร” หัวหน้าโค้ดแปรอักษรมาอธิบายความคิดของผม ซึ่งทั้งคู่ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ จบคำอธิบายเรียบร้อย ผมเริ่มต้นร้องนำเพลง ให้ไอ้พวกตัวทดลองกองเชียร์ร้องและปรบมือตามที่ระบุไว้ ซึ่งแน่นอนว่ามันรวนเรกันมากในช่วงแรก ผมเปลี่ยนแผนใหม่ เพราะมองยังไงก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นภาพวงจรไฟฟ้าวิ่งได้ จึงเปลี่ยนให้พวกมันปรบมือขึ้นเหนือศีรษะแทนการปรบอยู่ระดับหน้าอก แต่ก็ยังมองไม่ออกอยู่ดี “ไอ้เส็ง” เริ่มต้นเถียงกับผมว่า ..มันไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะมันไม่ใช่แสงสว่างที่จะเห็นด้วยตาธรรมดา ผมจึงบอกว่า-ตามแนวทางทฤษฎีนั้นมันเหมือนกัน ..ขอให้คอยอีกสักแป๊บนึง พอได้เวลาทุ่มกว่าๆ มึงกับกูออกไปยืนดูแผงไฟโฆษณาโปรแกรมหนัง หน้าโรงเอ็มไพร์ด้วยกันดีกว่า ..แล้วมึงจะได้เห็นอย่างจะๆ พวกเราทั้งฝูงนั่งคอยอยู่จนฟ้ามืด ได้เวลาหน้าโรงหนังเอ็มไพร์เปิดไฟโฆษณาแล้ว จึงยกโขยงเดินไปหยุดยืนพินิจพิจารณาและถกเถียงทฤษฎีกันอยู่นานเป็นชั่วโมง และตกลงกันว่า ..พรุ่งนี้-จะรีบขออนุญาตพิเศษ นำพาเด็กนักเรียนระดับชั้นใดชั้นหนึ่งมาซ้อมเชียร์ระบบนี้

ผมนำไอเดียนี้มาปรึกษา ครูวรศักดิ์-ซึ่งสอนวิชาไฟฟ้าในวันรุ่งขึ้น ท่านบอกว่าเออ-มันก็น่าจะเป็นไปได้ ส่วนไอ้อู๋-ประธานเชียร์ รีบทำเรื่องขอซ้อมเชียร์ด่วน เสนอขออนุญาตจากอาจารย์วินัยด้วยเหตุผลวิลิศมาหราทันที เราได้ไฟเขียวให้นำนักเรียนชั้นอะไรจำไม่ได้แล้ว มาเข้าห้องประชุมใหญ่ใต้ถุนอาคารพระเสด็จฯในบ่ายวันนั้น



ภาพภายในหอประชุมขนาดจุ 1,000 คน ชั้นล่างอาคารพระเสด็จฯ ซึ่งใช้เป็นสถานที่ประเดิมทดสอบโค้ดปรบมือเพลง “สีงาม” ..ก่อนนำพาไปสู่ความสำเร็จในอีกไม่กี่วันถัดมา

ผมขึ้นแป้นอธิบายเรื่องราว และให้สต๊าฟทั้งหมดช่วยกันอธิบายวิธีการปรบมือ โดยกำหนดแบ่งแถวกองเชียร์ให้เป็นหนึ่ง-สอง-สามสลับกันไป มีลีดเดอร์นำเพลงและนำปรบมือตามตัวอย่าง โดยขอให้ทุกคนปรบมือขึ้นเหนือศีรษะแทนระดับหน้าอกไปก่อน การซ้อมเที่ยวแรกยังไม่ดีนัก ต่อไปค่อยดีขึ้นๆ แต่สต๊าฟเชียร์ก็ยังสุมหัวช่วยกันคิดอยู่เหมือนเดิม แต่ผมมั่นใจว่าเทคนิคปรบมือแบบนี้จะต้องออกมาฮือฮาในวันปิดจตุรมิตรแน่นอน

เราใช้เวลาที่เหลือ เร่งเขียนโค้ดภาพแบ่งส่วนบนอัฒจันทร์เป็นเสี้ยวๆ ไว้แบบหนึ่งๆ กับกันเหนียวด้วยภาพวงกลมซ้อนกันจากใจกลางออกมายังขอบนอกอีกแบบหนึ่ง แล้วรีบถ่ายทอดออกเป็นโค้ดประจำตัวสำหรับแต่ละคนที่จะนั่งบนอัฒจันทร์ การซักซ้อมกองเชียร์ในเวลาที่เหลือนั้น ผมต้องการให้ทุกระดับชั้นได้มีโอกาสซ้อมการปรบมือสูตรนี้อย่างถ้วนหน้า เพื่อเป็นตัวตายตัวแทนกันได้ทั้งโรงเรียน เพราะหากจำนวนกองเชียร์ขึ้นอัฒจันทร์ไม่ครบจำนวนหนึ่งพันคนตามที่วางแผนไว้ ..งานนี้มีสิทธิพังได้ !! อาจารย์ใหญ่อนุมัติให้เป็นพิเศษสำหรับแผนซักซ้อมปรบมือ ..ผมแหกตากองเชียร์ว่า นี่คือแผนถล่มคู่ต่อสู้ฝ่ายตรงข้ามที่จะต้องสะเทือนถึงดวงดาว ขอให้ร่วมมือซักซ้อมกันให้เต็มที่หน่อย ที่สำคัญ-ขอให้เก็บเป็นความลับ ห้ามแพร่งพรายให้ใครนอกโรงเรียนรู้โดยเด็ดขาด แม้แต่แฟนที่อยู่ต่างโรงเรียนไม่เกี่ยวกับจตุรมิตรก็ห้ามบอก แต่สามารถคุยได้ว่า เรามีทีเด็ดในวันปิด ให้ไปคอยดูได้เลย

การซักซ้อมระดับชั้นอื่นๆ ไม่มีปัญหา มากวนประสาทอยู่ที่ชั้น ม.ศ.5 พวกเดียวกันเอง เพราะไอ้พวกเรียนห้องคิงส์หลายคนมันยันว่า ไม่น่าจะสำเร็จ และหาว่าผมเพ้อฝันบ้าๆ ถ้าหากพังขึ้นมาจะเอาหน้าไปมุดตูดหมาที่ไหน ?? คำหลังนี่ “ไอ้โค้ด-วิทยา อาชวเมธี” นักเรียนห้องคิงส์และเป็นศูนย์หน้าฟุตบอลโรงเรียนด้วยลีลาการเตะบ้าๆ บอๆ ..มันถากถางผมเอาไว้ การซ้อมปรบมือโค้ดใหม่ของเราสร้างความฮือฮากันทั้งโรงเรียน ..บรรดานักฟุตบอลที่จะต้องลงชิงชนะเลิศก็พากันตื่นเต้น โดยเฉพาะ “ไอ้โด๊ะ-ชัยฤทธิ์ เอกเผ่าพันธุ์” ปีกซ้ายตัวฉกาจ, “ไอ้ก๊อง-วิรัช ชาญพานิชย์” แบ็คมหาประลัย, “ไอ้จิ๋ม-จำรูญ รื่นรมย์” กองกลางคลาสสิค, “ไอ้น้อย-ชายน้อย สงเคราะห์” กองหน้าตีนระเบิด, ชาลี เอมะศิริ, สินธ์ชัย พิชิตกุล, สุดชาย ทุมมานนท์ เชิดศักดิ์ สืบพันธุ์ ฯลฯ พวกมัน-ต่างช่วยผมลุ้นแผนนี้กันเป็นแถว เพราะในเชิงบอลนั้น ทีมเราเป็นต่ออยู่หลายขุม ..น่าจะเป็นแชมป์ได้ไม่ยาก

แล้วจตุรมิตรรอบชิงก็มาถึง ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดที่เราวางไว้ มียุ่งยากนิดหน่อยก็ตรงที่กองเชียร์ของเราขาดไปร่วมร้อยคน ผมบ่นกับเพื่อนๆ ว่า มันหายไปไหนหมดวะ แล้วฝากให้ “ไอ้ชิต” พาพวกไปค้นหาตามมาจากอัฒจันทร์ผู้ชมทั่วไป ..บอกให้เด็กสวนฯ มาช่วยกันหน่อย เสียเวลาอยู่นานพอควร กว่าจะตามมานั่งเชียร์ได้ครบจำนวน ..โดย “ไอ้จ้อย-อุดมศักดิ์” กับ “ไอ้ร็อค-ธงชัย อินทุวิศาลกุล” สต๊าฟเชียร์อีกคนหนึ่งมาบอกผมว่า..พวกที่หนีไปนั่งอัฒจันทร์อื่นนั้น มันหัวหมอ ..อยากดูภาพที่กองเชียร์ของเราจะปรบมือออกมาว่า สวยสดงดงามแค่ไหน ..แล้วมันสองคนก็จะหนีไปนั่งดูอยู่ไกลๆ เหมือนกัน

พอเริ่มต้นเชียร์…ผมใช้วิธีอ่อยเหยื่อด้วยการปรบมือตบแผละแบบเดิมล่อไปก่อน ..แล้วก็ถูกถากถางกลับมาจากเทพฯ และอัสสัมฯ ด้วยคำแปรอักษรบนอัฒจันทร์ตรงข้าม ..พร้อมกับปรบมือเลียนแบบได้เหมือนเป๊ะตามคาดไว้ ไอ้พวกใจร้อนในสต๊าฟ พร้อมทั้งอาจารย์ที่มาช่วยลุ้นหน้ากองเชียร์ อาทิ อจ.วรรณิศ, อจ.สรศักดิ์, อจ.วิฑูรย์ ฯลฯ เดินมาบอกว่า ..น่าจะปล่อยทีเด็ดได้แล้ว แต่ผมบอกว่าคอยให้ รมช.พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา มาถึงก่อน ค่อยโชว์ตอนนั้นดีกว่า-สะใจดี ครั้นได้เวลาประธานมาถึง พิธีการต่างๆ ผ่านไปเรียบร้อย ..ฟุตบอลคู่ชิงกำลังจะเริ่ม ผมประกาศหน้ากองเชียร์ให้ทุกคนเตรียมพร้อมใช้แผนปรบมือ “สีงาม” ทันที ผมยังปอดแหกกลัวพังเหมือนครั้งก่อนอีก จึงแก้เกมเผื่อเหนียวไว้ก่อน โดยบอกให้ “ไอ้บัง-ไอ้จุด-ไอ้อู๊ด” สามเชียร์ลีดเดอร์ ไปยืนปรบมือเป็นโค้ดเบอร์หนึ่ง-สอง-สาม ตามลำดับ เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่กองเชียร์ หากมีใครหลงจังหวะ จะได้ดูและปรบมือตามตัวอย่างที่ทั้งสามปรบมือนำอยู่นั้น ส่วนผม..อะแฮ่ม-ต้องลีดด์นำเพลงนี้ด้วยตนเอง

ทุกอย่างพร้อม ..การแข่งขันฟุตบอลเริ่ม-ผมก็เริ่มต้นนำเพลงทันทีเหมือนกัน

“สีงามอร่ามหรูชมพูฟ้า งามยั่วยวนชวนประชาให้เห็นเด่น…”

ผมวาดท่าทางลีดด์พร้อมกับแหกปากร้องนำไปด้วย ..ส่วนสายตานั้นจับอยู่ที่กองเชียร์ข้างบนอัฒจันทร์ มองเห็นเพียงความวูบวาบๆ ลางๆ เท่านั้น เหลือบมองสามเชียร์ลีดเดอร์ที่กำลังปรบมือเป็นตัวอย่าง ยังคงทำหน้าที่เช่นเดียวกับผม ..เหลือบไปดูเพื่อนๆ สต๊าฟเชียร์แถวหน้ากองเชียร์ มันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้..เหลือบอีกที-ไปดูพวกสวัสดิการสามสิบกว่าคน ที่อยู่ข้างกองเชียร์บนอัฒจันทร์ มันหายไปไหนหมดอีก ก็ไม่รู้?? ผมก้มหน้าก้มตาลีดด์นำเพลงต่อไป ถึงประมาณกลางเพลงแล้ว ก็ได้ยินเสียงหึ่งฮือฮาดังมาจากที่นั่งคนดูฝั่งอัฒจันทร์มีหลังคา สักพักหนึ่งก็ได้ยินเสียงแบบเดียวกันดังมาจากอัฒจันทร์ด้านคบเพลิง ..แต่ผมไม่ได้หันหลังกลับไปดู ผ่านเพลง “สีงาม” เที่ยวแรกแล้ว ผมจึงนำเพลงย้อนอีกหนึ่งเที่ยวเพื่อตอกย้ำ-ในใจคิดอยู่อย่างเดียวว่า..มันจะสำเร็จไหมวะ? ผ่านไปจนจบเพลงเที่ยวที่สอง ท่ามกลางเสียงเฮสนั่นจากคนดูตลอดระยะเวลาร้องเพลงนี้ ..ผมสั่นมือเหนือศีรษะเป็นสัญญาณให้กองเชียร์ทุกคนปรบมือให้แก่ตนเอง ที่ช่วยกันร้องและปรบมือประกอบเพลงนี้ได้จบโดยไม่ล่มกลางครัน พร้อมกับได้ยินเสียงปรบมือจากคนดูทั้งสนามเช่นกัน ผมหันกลับมาดูอัฒจันทร์ฝั่งตรงข้ามด้านทิศเหนือ..เห็นกองเชียร์ทั้งอัฒจันทร์นั่งกันเงียบกริบ เพื่อนฝูงสต๊าฟเชียร์ที่มันหายไป วิ่งดาหน้าเข้ามากระโดดกอดผมเป็นแถว “ไอ้อู๋” เดินมาจับมือผมเขย่า และบอกว่า “สำเร็จว่ะ”

ผมเลยบอกมันว่า.. “มึงเตรียมตัวขึ้นไปรับถ้วยเชียร์เหอะ กูไม่ขึ้นไปหรอก ..อาจารย์ลลิดานั่งอยู่ใกล้ประธานด้วย เดี๋ยวเห็นว่ากูผมยาว ..จะโดนแกแดกเอา” จากนั้นบรรดาอาจารย์หลายท่านที่อยู่ในสนามก็เดินเข้ามาบอกกับผมว่า

“เธอทำได้สำเร็จแล้วมานพ-เก่งมาก..ครูดีใจด้วย”

บรรดาเพื่อนสต๊าฟเชียร์คริสเตียน ซึ่งมีกองเชียร์นั่งประกบอยู่ติดกับเรา พร้อมทั้งอาจารย์ของคริสเตียนหลายท่านซึ่งเป็นที่ปรึกษา ก็เดินเข้ามาแสดงความยินดีกับผม เพราะเห็นจากพฤติกรรมที่เพื่อนๆ มันแสดงออก ด้วยการกระโดดห้อมล้อมตัวผมนั่นเอง ผมขอบคุณทุกคน และหันไปพูดขอบคุณน้องๆ เพื่อนๆ กองเชียร์ที่อยู่บนอัฒจันทร์ว่า..

“ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยให้โค้ดปรบมือสีงามสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ..ทุกคนไม่มีโอกาสเห็นว่ามันเป็นอย่างไร ..เช่นเดียวกับผม ก็ไม่เห็นเหมือนกันว่าเป็นอย่างไร เพราะที่ผมยืนอยู่ตรงนี้-มองไม่ออกจริงๆ เอาเป็นว่า เราปรบมือให้ตัวเองอีกครั้ง แล้วมาโชว์ปรบมือสีงามไปให้ตลอด เพื่อลุ้นกันต่อว่า-บอลของเราควรจะได้ถ้วยชนะเลิศอีกใบหนึ่งในวันนี้ เพราะตอนนี้แน่ใจได้เลยว่า-เราได้ถ้วยเชียร์แน่นอน จากฝีมือและแรงใจของทุกคนบนอัฒจรรย์นี้” เสียงเฮและเสียงปรบมือดังลั่นกองเชียร์ทันที

จบการแข่งขันในวันนั้น…ผมจำไม่ได้ว่าฟุตบอลของเราแพ้ หรือชนะ หรือเสมอ ..จำได้เพียงว่า..ในพิธีปิดการแข่งขัน-ระหว่างที่ “ไอ้อู๋” ขึ้นไปรับถ้วยเชียร์นั้น.. “ไอ้โด๊ะ-ชัยฤทธิ์” ปีกซ้ายตัวเก่ง มันเดินมาโน้มคอผมไปกระซิบว่า…

“มึงให้กองเชียร์ปรบมือสีงามโชว์บ่อยเกินไป ..กูมัวแต่ยืนดู จนแทบไม่ได้เล่นบอลเลยว่ะ”

คงจะเป็นคำตอบได้ว่า ..หากบอลสวนฯ แพ้ในวันนั้น-มันมาจากสาเหตุอะไร ??

เช่นเดียวกับเทพศิรินทร์ นั่งเป็นสัญญลักษณ์ของโรงเรียน ในงานฟุบอลประเพณี “สวนกุหลาบ-เทพศิรินทร์” ราวๆ ปีพ.ศ.2505 ..ซึ่ง OSK วราทร พินทุสมิต เขียนถึงในตำนานเชียร์ของสวนกุหลาบ ภาคแรก





รวมหมู่ของสต๊าฟเชียร์สวนกุหลาบ ปี 2511 ถ่ายหน้าอัฒจรรย์เชียร์ ในวันปิดจตุรมิตรครั้งที่ 3 ส่วนใหญ่จะเป็น OSK83 มีคนดังอยู่หลายคนด้วยกัน จะขอไล่เรียงเท่าที่พอจำความได้ แถวยืนจากซ้าย : ครูสง่า จันทรมาศ (สอนวาดเขียน), ครูทวี ชมสุวรรณ (สอนศิลปศึกษา), สุวิทย์ เหรียญรุ่งเรือง, คนต่อมาจำไม่ได้, ขวัญสรวง อติโพธิ, วีระชาติ เรืองเดช (หัวหน้าแปรอักษรรุ่นนี้), อาจารย์ใหญ่-ครูสุวรรณ จันทร์สม, ครูศิริ สุงคาสิทธิ์-คุมทีมฟุตบอล, อภัย มนัสปิติ, อภิรัฐ สุรเชษฐ และปิดท้าย-วัฒนา รอดบุญ ตำแหน่งแผนกแปรอักษร แถวนั่งจากซ้าย : ชูชาติ ตันอังสนากุล, บุญยง พัวพงศธร, สองคนถัดมาจำไม่ได้, ปิดท้ายแถวนั่ง-แก้วสรร อติโพธิ ส่วนนั่งเก้าอี้เป็นไข่แดงตรงกลาง-ประธานเชียร์ อภิชาต เชาวน์ดี ในภาพนี้ให้สังเกตเสื้อสต๊าฟเชียร์แผนกเขียนโค้ดแปรอักษรมีสองคน สวมเสื้อแจ๊คเก็ตสีชมพูไม่มีคอปก ปักอักษร SK ที่ชายเสื้อด้านขวา ส่วนเหนือข้อศอกซ้ายจะมีแถบสีชมพูคาดอยู่สองแถบ เลียนแบบสไตล์เสื้อเด็กไฮสคูลของอเมริกายุคนั้น

ภาพนี้สำมะคัญ..เป็นภาพถ่ายแบบปกหนังสือเพลงเชียร์สวนกุหลาบ ปี 2513 คนแสดงแบบคือ-ไชยยงค์ คงจันทร์ ประธานเชียร์ ส.ก.ปี 2512 ขณะถ่ายภาพนี้เรียนอยู่ นิติศาสตร์ จุฬาฯ ปีหนึ่ง คงจะเป็นงงว่า-ในเมื่อเป็นหนังสือเพลงเชียร์ ปี 2513 แต่ทำไมคนแสดงแบบกลับกลายเป็นคนที่เรียนจบไปแล้ว? จึงต้องเฉลย-สรุปความสั้นๆ ว่า ..เราไม่เคยมีหนังสือเพลงเชียร์ใช้งานมาก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่เวลาซ้อมหรือร้องเพลงเชียร์ ก็จะโรเนียวเป็นกระดาษชี้ตเย็บ max แจกให้นักเรียนพกพาธรรมดาๆ กระทั่งจตุรมิตรครั้งที่ 3-4 ..เริ่มจัดการเชียร์ให้เป็นระบบมากขึ้น มีการแต่งเพลงเชียร์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นหลายเพลง บรรดาสต๊าฟเชียร์ที่เรียนจบไปแล้ว ยังหวนกลับมาช่วยกิจกรรมเชียร์ของโรงเรียนอยู่เสมอ และ เริ่มกว้างขวางในแวดวงกิจกรรมของมหาวิทยาลัย จึงสามารถหาสปอนเซอร์มาเป็นทุนจัดพิมพ์หนังสือเพลงเชียร์ได้ทัดเทียมชุมนุมเชียร์ของจุฬา-ธรรมศาสตร์ได้ คณะผู้จัดพิมพ์หนังสือเพลงเชียร์เล่มดังกล่าว (เรียนจบไปแล้ว) จึงถือโอกาสนำเอา “ไอ้อู๋-ไชยยงค์” อดีตประธานเชียร์มาขึ้นเป็นหน้าปกหนังสือ รูปเล่มเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดพกพาใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ตได้ พิมพ์พื้นหน้าปกเป็นสีทอง-ส่วนภาพนายแบบคนนี้ ปรับภาพเป็น Line Art หรือที่เรียกว่า-ภาพลายเส้นขาวจัดดำจัด..จึงเห็นภาพนายแบบไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรนัก-เพราะต้องการเน้นที่อากัปกิริยาของการปรบมือและแหกปากร้องเพลง ให้ตรงตามคอนเซ็พท์ หนังสือเล่มนี้-ได้ osk83 พงษ์ศักดิ์ แย้มเกศร์หอม เป็นที่ปรึกษาและช่วยออกแบบจัดพิมพ์ที่โรงพิมพ์บพิธ ..น่าเสียดายที่ไม่สามารถค้นหาเล่มจริงเอามาให้ดูได้

OSK 15725

  • เรียบเรียงจากความทรงจำและบันทึกส่วนตัว

  • ครั้งล่าสุด : 16 ส.ค.2547




วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับกองทุนสวนกุหลาบ 08/12



อุดมศักดิ์ เล่ห์หลีกภัย (15711)

  • ก่อตั้งเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2537
    โดยความคิดริเริ่มจาก น.พ.สุรพล รักปทุม

  • ผู้บริจาคประเดิม 5 ท่านๆ ละ 50,000 บาท ดังนี้

  1. น.พ.สุรพล รักปทุม

  2. นายวิรัช ชาญพานิชย์

  3. นายธงชัย อินทุวิศาลกุล

  4. นายอุปกรม ทวีโภค

  5. นายมนต์ชัย มุสิกบุตร



  • งานเลี้ยงรุ่น ปี 2538 หาเงิน 80,000 บาท
    บริจาคเข้ากองทุนสวนกุหลาบจากการจับฉลาก
    และประมูลสร้อยทองคำ มูลค่าน้ำหนัก 1 บาท

  • ร่วมมือจัดกิจกรรมหารายได้เข้ากองทุน
    จัดแข่งขันกอล์ฟ 5 ครั้ง ปี 2540, 2544, 2545, 2547, 2548
    จัดแข่งขันโบลลิ่ง 3 ครั้ง ปี 2540, 2545, 2547

  • จัดแข่งขันกอล์ฟ 4 ครั้ง ปี 2544,2546, 2547, 2548
    ผู้นำทีมเข้าร่วมแข่งขัน 5 ลำดับ ดังนี้


  1. นายวิรัช ชาญพานิชย์ 32 ทีม

  2. นายธานี พุฒิพันธุ์พฤทธิ์ 31 ทีม

  3. นายอาทร สินสวัสดิ์ 16 ทีม

  4. พล.ต.ต.พิสุทธิ์ พุ่มพิเชฏฐ์ 12 ทีม

  5. พล.อ.ต.สมนึก สวัสดิ์ถึก 9 ทีม


  • จัดกอล์ฟสนามสโมสรราชพฤกษ์ ปิดสนามทั้งวัน
    ค่าใช้จ่ายแค่ 2.4 แสนบาท ได้เงินเข้ากองทุน 1.2 ล้านบาท
    ด้วยความอนุเคราะห์จาก พล.ต.ต.บริหาร เสี่ยงอารมณ์

  • ช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา รายได้หาเงินเข้ากองทุน เกิดจาก


  1. จากการจัดกิจกรรม 5,424,096.50 บาท

  2. จากการบริจาค 705,103.00 บาท

  3. จากดอกเบี้ย 365,517.69 บาท



รายจ่าย เพื่อ

  1. บริจาค โรงเรียน, มูลนิธิ, ชมรมครูเล็ก, กิจกรรมโรงเรียน 591,420.00 บาท

  2. กิจกรรมของรุ่นสวนกุหลาบ 08/12 531,954.03 บาท

  3. ทำบุญให้กับครอบครัวของเพื่อนร่วมรุ่นถึงแก่กรรม 187,950 บาท

  4. บริจาคให้กิจกรรมของรุ่นพี่ รุ่นน้อง ส.ก. 117,980 บาท

  5. อนุเคราะห์เพื่อนร่วมรุ่น 70,000 บาท

  6. ทำบุญให้เพื่อนร่วมรุ่นถึงแก่กรรม 57,850 บาท


ปัจจุบันสถานะกองทุน
  • ฝากประจำ 1,000,000.00 บาท

  • พันธบัตรออมทรัพย์ 1,000,000.00 บาท

  • ออมทรัพย์ 1,376,365.88 บาท



อุดมศักดิ์ เล่ห์หลีกภัย
ผู้รวบรวมข้อมูล



40 ปี จากรั้วสวนกุหลาบ



พล.ต.ต.บริหาร เสี่ยงอารมณ์ (15906)

ช่วงเวลา 40 ปี ที่ผ่านมา จะว่าช้าก็ช้า แต่ผมรู้สึกว่ามันเพิ่งจะผ่านไปไม่นานนี้เอง ภาพวันแรกที่เข้าสู่รั้วโรงเรียนสวนกุหลาบยังคงแจ่มชัดในใจ กางเกงขาสั้นสีดำ เสื้อสีขาว ปักอักษร ส.ก.ไว้บนหน้าอก หัวใจมันพองโตบอกไม่ถูก มีทั้งความภาคภูมิใจ ตื่นเต้น หลายๆ อย่างปนกัน ตื่นตา ตื่นใจไปกับตึกยาวที่ดูใหญ่โต หอประชุม ตึกวิทยาศาสตร์หน้าเสาธง ศาลาพระเสด็จ พร้อมทั้งรุ่นพี่จำนวนมาก



มาวันนี้ จากเด็กชายวัย 13-14 ปี กลายเป็นชายวัย 53-54 ปี แต่ละคนผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านชีวิต 40 ปี กันมาอย่างโชกโชน ประสบความสำเร็จมากบ้างน้อยบ้าง ตามเหตุปัจจัยของชีวิต เริ่มมีเพื่อนบางคนจากไป ทำให้เราต้องเริ่มทบทวนแล้วว่า 40 ปี ที่ผ่านมา เราได้ทำอะไรให้กับสถาบันสวนกุหลาบ ซึ่งหล่อหลอมพวกเรามา รวมทั้งลูกผู้ชายรุ่นนี้ ที่ผ่านเบ้าหลอมสวนกุหลาบ ได้ทำอะไรให้เป็นคุณประโยชน์แก่สังคม และแผ่นดินนี้ ตลอดจนตัวเอง และครอบครัวบ้าง

นอกจากทบทวนสิ่งที่ผ่านมา เพื่อจะได้ใช้เวลาที่เหลือ ไปปรับตัว และเพิ่มเติม สิ่งซึ่งเราเห็นว่ายังไม่สมบูรณ์แล้ว ก็ต้องเตรียมตัวในการใช้ชีวิตช่วงปลายหลังเกษียณได้แล้ว เพราะถึงเวลานั้น ทุกคนจะต้องถอดหัวโขน ยศ ตำแหน่งทั้งหลายออก กลับคืนสู่สภาพเดิม คล้ายเป็นเด็กชายที่เพิ่งเดินเข้ารั้วสวนกุหลาบ เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ทุกคนจะกลับเข้าสู่ความเป็นเพื่อนที่เท่าเทียมกัน และย้อนไปใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง ก่อนจากกันตลอดกาล

ระยะเวลาที่เหลือนับจากนี้ จึงเป็นระยะเวลาที่สำคัญยิ่ง ที่ผมอยากให้เพื่อนๆ ทุกคน หันมาใช้เวลาที่เหลือ ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคม ครอบครัว ตลอดจนสถาบันที่หล่อหลอมพวกเราให้เป็นตัวตนทุกวันนี้ โดยใช้สติปัญญาและ ศักยภาพที่ทุกคนมี เข้ามาร่วมกันทำสิ่งเหล่านี้ นอกเหนือจากประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวมแล้ว จะได้เป็นโอกาสให้พวกเราได้เริ่มกลับมาฟื้นฟู ทบทวนสายสัมพันธ์ในอดีต ให้กลับมาแนบแน่นกันอีกครั้งหนึ่ง โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เพื่อนกลุ่มกิจกรรมหน้าเดิมๆ ของพวกเรา พยายามจัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพบปะสังสรรค์ ท่องเที่ยว ตีกอล์ฟ หรือทำบุญร่วมกัน เพื่อจะทำให้ชีวิตของพวกเรามีแต่ความสุข สนุกสนาน อบอุ่น ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่รู้ใจ ในช่วงสุดท้ายของชีวิต

ผมอยากจะขอบคุณเพื่อนๆ กลุ่มกิจกรรมของรุ่นเรา ที่ปฏิบัติหน้าที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของพวกเรา ให้ยืนยาวและยืนยงตลอดมาจนทุกวันนี้ หากไม่ได้เพื่อนกลุ่มนี้เป็นแรงหลัก ความแนบแน่นของรุ่นเราก็คงจะไม่เป็นเช่นทุกวันนี้

จึงขอชื่นชม บิ๊กกร๊อง หมอสุรพล เหน่ ร็อก สินธุ์ชัย อาธร พงศ์ธร วิทิต เจ๋ง จุ๊บ ชาลี จ้อย อุปกรม โด๊ะ พิสุทธิ์ หมอย้ง หม่อม ประพันธ์ ไกร อู๋ มานพ และและอีกหลายคน ที่ถึงแม้จะไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้ แต่ขอให้รู้ว่า ทุกคนอยู่ในใจของผมและเพื่อนๆ ในรุ่นเรา ตลอดไป



ระลึกความหลัง 40 ปี




มานิค (ฮูเซ็น)นียะพันธ์ (15547)
  • ผมเป็นคนโชคดีเกี่ยวกับการเรียนพอสมควร

  • จากเด็กต่างจังหวัดจบโรงเรียนประชาบาล ได้เรียนเป็นนักเรียนประถมปีที่ 5เป็นรุ่นแรกของประเทศไทยเฉกเช่นเดียวกับเพื่อนนักเรียนอีกนับหมื่น-แสนคน

  • ได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่มารู้ภายหลังว่าเป็นโรงเรียนชั้นหนึ่งของประเทศ มาสอบเข้าที่สวนกุหลาบฯ เพราะว่าที่พี่เขย (ในขณะนั้น)จบจากสวนกุหลาบฯ มาก่อน ,โดยที่เพื่อนนักเรียนประถมร่วมรุ่นห้องที่เรียนเก่งๆ ไปสอบเข้าที่อื่นกันหมด มาสอบเข้าสวนกุหลาบฯ ไม่กี่คน

  • ได้เป็นนักเรียนสวนกุหลาบฯ รุ่นที่ 83


  • ผ่านการเรียนจาก มศ.1 ถึง มศ.3 มีเพื่อนมากมายรวมทั้งรุ่นพี่ๆ ที่ขอมาอยู่เป็นเพื่อนด้วย

  • จบมศ. 3 เป็นการขึ้นชั้น มศ.4 แผนกวิทยาศาสตร์โดยไม่ต้องสอบอีกเหมือนเพื่อนอีกหลายคน

  • มีเพื่อนเพิ่มมากขึ้นรวมทั้งพี่ๆ หน้าใหม่ที่ขอมาเป็นเพื่อนอีก

  • ทำกิจกรรม,กีฬา และการเรียนที่หนักพอสมควร สอบปลายปี,ฟังผลสอบ..หวิววววววววววว

  • ตกซ้ำชั้น...........

  • เปิดภาคเรียน มศ.4 ปีที่ 2 ต้องทำหน้าที่เป็นเพื่อนให้น้องๆ เพื่อทดแทนรุ่นพี่ๆ ที่ทำหน้าที่นี้มาก่อน

  • เพื่อนใหม่ประมาณ 35 คน (เฉพาะห้อง มศ.4 ฉ ห้องเดียว)เพื่อนมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำกิจกรรมทั้งวิชาการ,กิจกรรมกีฬา,กิจกรรมเชียร์

  • การเรียนก็หนัก เพราะต้องตั้งใจ กลัวจะได้เพื่อนใหม่เป็นรุ่นที่ 85 อีก

  • ประกาศผลสอบปลายภาค มศ.4 ปีที่ 2 จากความตั้งใจของตัวเอง และความช่วยเหลือของเพื่อนๆ รุ่น 84 ได้เลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ มศ.5 ชั้นเรียนสุดท้ายในสวนกุหลาบฯ

  • ชั้นเรียนใหม่ มศ.5 ข.(ห้องควีน)ได้เพื่อนหน้าใหม่ๆ มาอีก ประเภทเด็กเรียน (เก่งๆ ทั้งนั้น)

  • คิดกับตัวเองว่า ซวยอีกแล้ว...จะรอดไหมนี่

  • เหมือนเดิม, ทำกิจกรรมวิชาการ,กิจกรรมกีฬา,กิจกรรมเชียร์

  • มีเพื่อนเก่งก็ไม่กลัวเรื่องเรียน เพราะเพื่อนร่วมห้องหัวกะทิทั้งหลายคอยช่วยเหลือในการทบทวนความรู้

  • ชั้นเรียน มศ.5 รุ่นนี้ (รุ่น 84)โด่งดังสุดๆ ทั้งการเรียน, กิจกรรมวิชาการ,กิจกรรมการเชียร์(การแปรอักษรด้วยระบบการปรบมือแห่งแรกในโลก)คิดเข้าข้างตัวเองว่ามีส่วนร่วมอยู่ด้วย

  • 40 ปีผ่านมาเร็วเหลือเกิน ความทรงจำเกี่ยวกับตัวเอง,สวนกุหลาบฯ ,รุ่นพี่,เพื่อนๆ และครู – อาจารย์ยังคงแจ่มชัดอยู่เหมือนเดิมคล้ายกับว่าเพิ่งจะผ่านไปเมื่อวานนี้

  • ยังหวังว่าความทรงจำดังกล่าวนั้นจะยังคงอยู่กับตัวเองตราบชีวิตหาไม่



มานิค (ฮูเซ็น) นียะพันธ์
สวนกุหลาบฯ รุ่น 83 – 84
เลขประจำตัว 15547
(ใช้เวลาเขียน 15 นาที ,พิมพ์ 15 นาที)



ทุกปัญหาในโลก เพื่อนมึง ตอบได้ จัดการได้



ม.ร.ว.อัจฉรีย์ชัย รุจวิชัย (15960)


วลีนี้ ประโยคนี้ ถูกเขียนขึ้นอย่างอหังการ์ หน้าแรกในหนังสือ "สวนฯ 84" 35 ปี มิตรภาพยืนยง 23 กันยายน 2543

บางคนเห็นประโยคนี้ อาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่ผมรู้สึกและรู้สึกซาบซึ้งยิ่ง ประโยคนี้เป็น อมตะ และ เป็นจริงแท้ เพราะเมื่อผมมีปัญหา เพื่อนผมนี่แหละ ตอบได้ และจัดการได้



เมื่อลองนึกย้อนไป ถึงความหลังเมื่อ 40 ปี ที่แล้ว ผมสลัดความเป็นนักเรียนประถมชั้น ป.7 เข้าสู่โรงเรียนสวนกุหลาบ เมื่อต้นปี 08 ภาพในความทรงจำเริ่มประทับใจตั้งแต่ ต้องวิ่งแข่งขันทำคะแนนวิชาพละ ตามนโยบายเรียนยอด กีฬาเยี่ยม รุ่นเรา ปีนั้นคงไม่มี ใครวิ่งเร็วไปกว่า วิรัช ชาญพานิชย์ เป็นแน่

พวกเราชาวสวน ฯ ในช่วงนั้นเติบโตอยู่ภายใต้รัฐบาล ที่มีจอมพลถนอม กิติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ด้านการเมือง ก็ถือว่าอยู่ในช่วงรัฐบาลเผด็จการ ต่อเนื่องจาก จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่ปี 2506 จำได้ว่า ถูกต้อนให้ไปดูหนัง "เหตุเกิดที่หมู่บ้านพังโพน" ที่เอ็มไพร์ ตั้งแต่ช่วงแรกๆ เหตุการณ์ที่น่าสนใจช่วงนั้น มีทั้งข่าวเสียชีวิตของ มิตร ชัยบัญชา และ ข่าว อาภัสรา หงสกุล ได้นางงาม จักรวาล เป็นครั้งแรก ของ เมืองไทย

ไปเชียร์ กีฬา ครั้งแรก ฟุตบอล สวนกุหลาบ อำนวยศิลป์ เราแพ้ไป 3-0 แต่ตอนนั้น กีฬาฟุตบอล เป็นกีฬายอดฮิต พวกเรา ฟิตกันเต็มที่ ข่าวอังกฤษ์ได้ แชมป์โลก ปี 09 เติมเต็มพลังให้รุ่นเรา พัฒนาเทคนิค การเล่นใหม่ๆ จนได้ แชมป์ต่อเนื่องทั้งฟุตบอล นักเรียน และ ฟุตบอล จตุรมิตร สวนกุหลาบ เทพศิรินทร์ กรุงเทพคริสเตียน และ อัสสัมชัญ รุ่นเราเป็นนักบอลกัน ล้นทีมเลย ตั้งแต่ ชัยฤทธิ์ วิทยา ชายน้อย สุดชาย ชำนาญ วิทิต ศราวุธ เชิดศักดิ์ พันธุ์เทพ (ตรีเทพ)สินธุ์ชัย(รัชพล)วิรัช ชาลี(ณัฏฐ์พงษ์) ธนิต และรุ่นกลาง อย่าง มานพ วิศิษฐ์ จุมพล ธนงศักดิ์ นิพนธ์ จำกันไม่หวาดไม่ไหว วิรัชนั้นไม่เคยทิ้งวงการฟุตบอลเลย เติบโต ถึงขนาด คุมทีมชาติไทยเลยทีเดียว

ความภาคภูมิใจอีกประการหนึ่งก็คือ การเป็นลูกเสือสวนกุหลาบ ลูกเสือกองที่หนึ่งของประเทศไทย ปีนั้น ลูกเสือสวนฯ เราได้ไปร่วมงานเอเชี่ยนเกมส์กับเขาด้วย รวมทั้งวงดุริยางค์ ของเรา ซึ่งบรรเลงนำนักกีฬาเข้าสู่สนาม นักดนตรี รุ่นเราก็หลายคน อนนต์ สนธยา นพดล พุทธพร และ พิสิฐ ลี้อาธรรม อีกคน ที่ได้เป็นถึงรัฐมนตรีช่วยคลัง รุ่นเราตอนนั้น ยังร้องเพลงกันไม่ค่อยเป็น เมื่อรวมเป็นวงเอสเค แจ๊ส เลยต้องยืมรุ่นพี่ เอื้อน้อย ประสาร มฤคพิทักษ์ และ วิทูรย์ แก้ววิไล มาร้องนำวง ซะงั้น

ตอนอยู่ มศ.2 เริ่มมีลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ไปเข้าค่าย ที่ นครนายก พวกไม่เคยเรียนด้วยกัน เลยก็มาสนิทกัน เมื่อเข้าค่ายลูกเสือ นิคม สุรพล ชาตรี กิตติ ใครหว่า โดนตะขาบกัด ธารินทร์ ?

เพื่อนเราบางคน ก็มีบุคคลิก น่าจดจำ ไปไหนกับเครื่องบินเล็ก ต้อง ธนงศักดิ์ มาลีศรีประเสริฐ เรียบร้อย น่ารัก ต้อง สมบัติ ลีลาสุภาศรี หัวเราะรื่นยิ้มแย้ม ต้อง ชาญวิทย์ สิงหเสนีย์ ท่องประวัติศาสตร์ คล่องปรือ ต้อง ไชยยงค์ คงจันทร์ แต่งเพลงเชียร์ เก่ง ต้อง มานพ แย้มอุทัย ตะโกนเชียร์ยอดเยี่ยม ต้องสุรสีห์ กมลวารินทร์ เดินท่าอ้าขายกสะดือแบบชาลี แชปปลิ้น ต้องยกให้ ดิลก ตีระวนิช คารมยอดฮิต กลเม็ดสองเม็ด ของ วัฒนะ ลิ้มมประภา

หลายคนมีความหลังกับร้านสมใจ แต่ผมนะติดใจน้ำเฉาก๊วย ป้ายรถเป็นประจำหน้าตลาดพาหุรัด หิวหน่อยก็เข้าไปกินต้มเลือดหมูในตลาด ก่อนกลับบ้าน อร่อยที่สุด

ประโยคติดหู ของอาจารย์ จำนงค์ "น้ำชุ่มๆ สีโชกๆ" เมื่ออยู่ มศ.3 "ตอบเป็นตัวเลข" ของ อาจารย์ วิทูรย์ มศ.4 "ของเหลวไหลใหญ่แล้ว" ของ อาจารย์ ชวลิต เมื่ออยู่ มศ.5

มีความทรงจำต่างๆ มากมาย ใน โรงเรียน งานสังคมนิทรรศ งานวิทยาศาสตร์สัมพันธ์ มิตรสหายต่างสถาบัน นั้นยังคบกัน แนบแน่นอยู่หลายคู่ เอ๊ะยังไง

เออ แล้วจะให้ เราลืม โรงเรียน ของเรา ลงไปได้ ยังไง จริงไหม



นายแพทย์เสถียร ภู่ประเสริฐ



นายแพทย์เสถียร ภู่ประเสริฐ (15882)

ผมสอบเข้า ม.ศ.1สวนกุหลาบฯ ได้ด้วยความภูมิใจ และตื่นเต้นที่ได้เข้ามาสัมผัส บรรยากาศของโรงเรียนในวันเปิดเทอมวันแรก ตึกยาวงามสง่า สนามฟุตบอลอันกว้างใหญ่ หลังเข้าแถวเคารพธงชาติเรียบร้อย เดินเข้าห้อง ม.ศ.1ฉ เพื่อนใหม่ที่นั่งรอบข้างมีพิชัย เรืองสมบูรณ์,เอกกมล ถนอมสุข,วิศิษฐ์ กลิ่นส่ง,ธารินทร์ จันทราทิพย์,สุรสีห์ กมลวารินทร์และอีกคน สมชัย หาญเรืองเกียรติ ซึ่งคนนี้ดูท่าทางแล้วน่าหมั่นไส้ที่สุด นั่งไม่สุขเหมือนลิงหลอกเจ้า



ด้วยความที่ปีที่ผ่านมาปีการศึกษา 2507 สวนกุหลาบ สอบได้ที่ 1 ของประเทศแผนกวิทย์ ทำให้เป็นแรงจูงใจให้ผมตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครูอาจารย์ที่เข้าสอนด้วยความรักและปรารถนาดี อาจารย์ฝึกสอนจากจุฬาฯ ชื่ออาจารย์ธเรศ ณ สงขลา ได้ให้กำลังใจอย่างดียิ่ง เช่น เรียกผมว่าหมอเสถียร และคนอื่น ๆ ด้วย ได้แก่ หมอสุรสีห์, หมอเอกกมล ยิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผมตั้งใจเรียน เพื่อเป็นหมอให้ได้ ซึ่งผมก็สามารถทำได้ ตามที่ท่านอาจารย์ได้หวังไว้

แต่สวนกุหลาบฯ มีสิ่งที่มากกว่านั้นอีก คือ มิตรภาพของเพื่อน ๆ ร่วมรุ่น ซึ่งมีทั้งดี, ดีน้อย ประสบความสำเร็จบ้าง ไม่ประสบความสำเร็จบ้าง ซึ่งก็ยังหล่อหลอมรวมรุ่นรักกันมาจนปีนี้ก็ 40 ปีแล้ว อาจจะไม่ชอบหน้ากันบ้าง ในตอนแรกอย่างไอ้เจ๋ง ซึ่งผมก็ตะบันหน้ามันจนสะใจแล้วในเทอมแรกของการเรียน แล้วก็คบหารักกันจนบัดนี้

เสี้ยวหนึ่งเล็ก ๆ ในชีวิตของการเรียนที่สวนกุหลาบฯ มาจนปัจจุบัน สรุปได้สิ่งล้ำค่าสิ่งหนึ่งที่มีอยู่ก็คือ มิตรภาพของเพื่อนร่วมรุ่นเรา ซึ่งมีความรัก เอื้ออาทรต่อกัน และได้ตั้งใจไว้แล้วว่า

ถ้าผมจะทำสิ่งใดให้เพื่อน ๆ ได้ ช่วยเหลือเพื่อน ๆ ได้
ในกำลังของผมที่สามารถจะทำได้ ผมจะทำ


นายแพทย์เสถียร ภู่ประเสริฐ



เสี้ยวหนึ่งในสวนกุหลาบฯ 84



วิรัช ชาญพานิชย์ (15955)

เมื่อจบประถมศึกษาปีที่ 7 จากโรงเรียนวุฒิศึกษา วงเวียนใหญ่ ด้วยความตั้งใจ อยากเข้าศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนของรัฐบาล เพราะเข้าใจว่ามีมาตรฐานที่ดีกว่าโรงเรียน ราษฎร์ เพราะสังเกตเห็นป้ายของโรงเรียนราษฎร์ที่เขียนไว้หน้าโรงเรียนว่า “รับรองวิทยะฐานะเทียบเท่าโรงเรียนรัฐบาล” และในเวลานั้นโรงเรียนรัฐบาลที่รู้จักมีไม่กี่แห่ง เช่น โรงเรียนวัดรางบัว โรงเรียนวัดนวลนรดิษฐ์ โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย



ทั้งที่ความจริงมีมากกว่าที่รู้จักเยอะมาก ๆ ด้วยความเป็นเด็กบ้านนอก (สมัยก่อนใครที่อยู่เลยบางแคไปก็นับว่าอยู่บ้านนอกแล้ว) จึงรู้จักโรงเรียนรัฐบาลเท่าที่กล่าวมาแค่นี้แหละ นั่งรถเมล์สุดสาย บางแค-นพวงศ์ (สาย 7) ซื้อใบสมัครสอบคัดเลือกที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ บอกตามตรงว่า ไม่กล้าสมัครสอบเข้าโรงเรียนสวนกุหลาบ เพราะรู้ว่าเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ๆ ใคร ๆ ก็อยากเข้า ดังนั้น พวกที่มาสอบเข้า (ตามความเข้าใจสมัยเด็ก) จะต้องเป็นนักเรียนระดับหัวกะทิทั้งนั้น เมื่อซื้อใบสมัครสอบเข้าโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์เสร็จ นั่งรถเมล์มาลงพาหุรัดแวะร้านสมใจ จะหาซื้อหนังสืออ่านเพื่อเตรียมตัวไปสอบ พบแต่หนังสือ “เตรียมตัวสอบเข้า ม.ศ.1โรงเรียนสวนกุหลาบ” ทั้งนั้น จึงได้แต่อุทานในใจว่า อ้าว! แล้วเราจะเตรียมตัวอย่างไร ก็อย่างที่บอกเด็กชานเมืองแถวบางแค เหมือนเด็กบ้านนอก ไม่เคยรู้เลยว่ามีโรงเรียนสอนกวดวิชาสอบเข้าโรงเรียนสวนกุหลาบด้วย เมื่อเกิดปัญหาคาใจเช่นนี้ จึงตัดสินใจด้วยความห้าวหาญว่า ตัวเราก็ไม่ใช่ขี้ ๆ สอบป.7 ได้ 85-86% เชียวนะ

เลยเดินข้ามฟากถนนจากร้านสมใจ ไปยังประตูใหญ่โรงเรียนสวนกุหลาบ ซื้อใบสมัคร 15 บาท (ความจริงใบสมัคร 5 บาท ข้อสอบเข้าย้อนหลังไปอีก 4-5 ปี 10 บาท) หลังจากได้ใบสมัคร, ข้อสอบเก่า หนังสือเตรียมตัวสอบเข้าสวนกุหลาบจากร้านสมใจ ก็กลับไปอ่าน อ่านทุกหน้า หัดทำแบบฝึกหัดทุกหน้าหลายรอบ แทบจะเรียกได้ว่าจำได้เกือบหมด เมื่อถึงวันนัดหมายให้มาสมัครสอบ เอกสารทุกอย่างพร้อมเดินทางมาสมัครด้วยตัวเอง อย่างมั่นอกมั่นใจ (ความจริงลึก ๆ แล้วปอดกะเส่าจริงๆ) เมื่อผ่านกระบวนการทางเอกสารเรียบร้อย ได้ที่นั่งสอบเรียบร้อย อยู่ตึกวิทยาศาสตร์ ก็ลงมาพบครูเพี้ยน ครูผล (มาทราบชื่อภายหลัง) เพื่อมาสอบวิ่ง วิ่งเป็นกลุ่ม ๆ ประมาณกลุ่มละ 6-8 คน ระยะทางวิ่งประมาณ 80 เมตร จากหัวตึกยาวด้านเพาะช่าง ไปจบเส้นชัยที่ด้านสะพานพุทธ ตรงนี้ละเข้าทางเราเลย เพราะเมื่อประถมปลายเป็นนักวิ่งเร็ว 80 เมตรรุ่นกลาง (ความสูง 150 ซม.-159 ซม.) ของโรงเรียนวุฒิศึกษาอยู่แล้ว และก็เข้าเป็นที่ 1 ของกลุ่มทิ้งขาดเลยว่างั้นเถอะ

เมื่อถึงวันสอบข้อเขียน ก็มาสอบแต่เช้าตามกำหนด ที่ตึกวิทยาศาสตร์ (ปัจจุบันถูกรื้อทิ้งไปแล้ว) บรรยากาศในห้องตึกวิทยาศาสตร์ ดูน่าเกรงขามจริงๆ มีโต๊ะและที่นั่งเรียงแถวยาว หลายแถว แต่ละแถวมีระดับต่างกันเป็นชั้น ๆ ในระหว่างที่สอบวิชาสุดท้าย ก็มีอาจารย์ผล (ครูผลผู้ล่วงลับไปแล้วของพวกเรา) เข้ามาประกาศว่า “ผู้มีเลขที่สอบต่อไปนี้ หลังสอบเสร็จแล้วลงไปพบที่ตึกยาว ด้านตึกที่มีนาฬิกา” มีหมายเลขที่นั่งสอบของเราในประกาศด้วย เมื่อสอบข้อเขียนเสร็จก็ลงไปพบอาจารย์ตามนัดหมาย มีการแบ่งกลุ่มวิ่งแข่งอีก เหมือนเมื่อวันมาสมัคร จำได้ว่าวิ่งอยู่ประมาณ 2-3 เที่ยว และได้ที่หนึ่งทุกเที่ยว เรียกว่า วิ่ง! วิ่ง! วิ่ง! วิ่ง! วิ่งจนสามารถเข้ามาเป็นลูกสวนกุหลาบฯ จนได้

ที่เล่า (เขียน) มาทั้งหมดนั้น ยังไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับการที่เรารู้จักกันมา 40 ปีเลย เพียงแต่อยากให้รู้ว่า โรงเรียนสวนกุหลาบของเราในยุคนั้นยิ่งใหญ่ เกรียงไกรแค่ไหน ใคร ๆ ก็หมายปองอยากเข้ามาเป็นลูกสวนกุหลาบฯ แม้วิถีทางในการเข้ามาเป็นสมาชิกในรั้ว ชมพู-ฟ้า จะแตกต่างกันไปบ้าง แต่ผมก็มั่นใจว่า เมื่อพวกเราเข้ามาเป็นสมาชิกสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้แล้ว ทุกคนดีใจ และภูมิใจเป็นยิ่งนัก

17 พฤษภาคม 2508 เปิดเทอมวันแรก พวกเรารู้แล้วว่าพวกเราอยู่ห้องไหน ตั้งแต่วันมอบตัว และประชุมผู้ปกครองก่อนเปิดเรียน ไล่ไปตั้งแต่ ก. ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นห้องคิงส์ เพราะพวกที่สอบเข้าได้ที่ 1. วิรุฬห์ 2. บุญกิจ 3. เติมศักดิ์ 4. สุรชัย ... ล้วนอยู่ห้อง ก. เรื่อยไปจนถึง ซ. “ผมอยู่ห้องนี้ครับ” แต่งเครื่องแบบนักเรียนวันแรก กางเกงดำ เสื้อขาว ถุงเท้าขาว รองเท้าดำก็ดูพื้น ๆ แต่ตรงหน้าอกเสี้อที่ปัก ส.ก. นี่สิ มันเท่ห์จริง ๆ ครับ พี่น้องๆๆๆ เข้าแถวเรียงรายตามถนน ตั้งแต่ตึกสามัคยาจารย์ เรื่อยไปผ่านโรงพละ สนามบาส ตึกวิทยาศาสตร์ หอประชุม สิ้นสุดที่น้ำพุหน้าตึกนาฬิกา เมื่อพร้อมคำสั่งแถวตรงเคารพธงชาติ วงดุริยางค์บรรเลง “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” กระหึ่มก้องไปทั่วบริเวณโรงเรียน ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เพราะไม่เคยสัมผัสบรรยากาศอย่างนี้มาก่อน จบเพลงชาติมีรุ่นพี่นำสวดมนต์ ตามด้วยการกล่าวต้อนรับสมาชิกใหม่ และอบรมสั่งสอนของท่านอาจารย์โปร่ง ส่งแสงเติม อาจารย์ใหญ่ในขณะนั้น หลังคำสั่งให้เข้าห้องเรียนได้ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงมาร์ซ ประจำโรงเรียน แตน ๆ ๆ ๆ แต๊น ......สีงามอร่ามหรู ชมพูฟ้า งามยั่วยวน ชวนประชาให้เห็นเด่น ๆ โอ้ย พ่อแม่พี่น้อง อะไรมั่นจะยิ่งใหญ่ปานนั้น ความดีใจ ภูมิใจ แล่นมาจุกที่หน้าอก รู้สึกว่าเรานี้มีวาสนาดีจริง ๆ นะนี่ ที่มีโอกาสได้เข้ามาเรียน ณ ที่แห่งนี้ และ ณ วินาทีนั้น บอกตรง ๆ ว่าได้ปาวารนาตัวเองว่าจะรักเทอดทูน สถาบันแห่งนี้ ตราบเท่าวันตาย (ไม่ได้เวอส์ส์ รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ สาบานได้!)

อาจารย์ชวลักษณ์ คงสมจิตร เป็นอาจารย์ประจำชั้นม.ศ.1ซ. ผมได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าห้อง แม้ว่าซ.จะได้ชื่อว่าเป็นห้องบ๊วย แต่ก็มีพวกเรียนเก่งและมีความสามารถประสบผลสำเร็จในชีวิตการงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น นายแพทย์กัมพล นิ่ม_ พ.อ.น.พ.สมบัตร ลีลา_ ดร.ประศาสน์ ตั้ง_ พ.อ.เฉลิมเกียรติ โพธิ์_ ชาลี(ณัฏฐ์พงษ์) เอมะ (ไอ้โก๋)นริสทอง_ สัญญา ภูมิวัตร แฮ่ ๆ ตัวผมด้วย วิรัช ชาญ_

บรรยากาศที่ได้สัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ ของโรงเรียนแห่งนี้มีมาไม่ขาดสาย อาหารการกินมื้อกลางวัน ทางโรงเรียนก็ดูแลให้เป็นอย่างดี โดยจัดให้กินอาหารถาดในราคาถูก รุ่นเราสก.84 เป็นรุ่นแรกที่กินอาหารถาด มีการเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ทางวิชาการ เพราะรุ่นพี่ พี่ฉัตรชัย ฉัตรานนท์ สอบได้ที่ 1 ของประเทศไทย แผนกวิทย์ประจำปีการศึกษา 2507 รุ่นพี่ ม.ปลายมาพบรุ่นน้อง ชักชวนสมัครเป็นสมาชิกชมรมต่าง ๆ วิทยาศาสตร์ อังกฤษ คณิตศาสตร์ สังคม จำได้ว่าผมสมัครเป็นสมาชิกทุกชมรม โดยเฉพาะชมรมสังคมศึกษา พี่นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานชมรมสังคมศึกษา พี่ชายชูเกียรติ พัวพงศกร รุ่นเดียวกับเรา แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าสาย ม.ศ.1 เท่ห์อย่าบอกใคร พอถึงกิจกรรมลูกเสือ ก็มาทราบว่าโรงเรียนสวนกุหลาบฯ เป็นลูกเสือกองร้อยที่ 1 ของประเทศไทย โอ้โฮ! สุดยอด อะไรๆ ก็เป็นที่ 1 ไปหมด

จนกระทั่งวันหนึ่งรถบัสจากโรงงานยาสูบประมาณ 10 กว่าคัน มารับพวกเราไปเชียร์ฟุตบอลระดับเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งโรงเรียนเราร่วมแข่งขันด้วย ระหว่างนั่งรถบัสไปเชียร์บอล ก็มีความมั่นใจว่าโรงเรียนเราชนะ แหง ๆ เพราะก่อนเข้ามาเรียน ก็ทราบมาว่าสวนกุหลาบ เก่งทั้งเรียนและกีฬา แต่ปรากฏว่า ส.ก. แพ้ อ.น.ศ. (อำนวยศิลป์) 0-3 แต่ที่น่าเจ็บใจมากกว่านั้นก็คือ ระหว่างแข่งขันฝั่งอำนวยศิลป์ร้องเพลง เย้ยหยันได้อย่างเจ็บแสบ โดยนำเพลงผู้ใหญ่ลี ที่ฮิตมากในยุคนั้น มาร้องแปลงว่า “สวนกุหลาบนั้นไซ้ คือหมูน้อยธรรมดา หมูน้อย หมูน้อยธรรมดา” รู้สึกโกรธจนหน้าชา อะไรวะ! เป็นไปได้ไงวะ! แล้วก็มาตอกย้ำความผิดหวังซ้ำอีก เมื่อมีการแข่งฟุตบอล “จตุรมิตรสามัคคี” ระหว่าง 4 โรงเรียนดัง ส.ก., อ.ส.ช., ก.ท., และ ท.ศ. โดย ท.ศ. เป็นเจ้าภาพ พวกเรา ม.ศ.1 มีหน้าที่เชียร์ แปรอักษร ในนัดชิงชนะเลิศ ส.ก. แพ้ ท.ศ. 0-1 โกรธจริง ๆ ให้ดิ้นตาย!

อาจจะเป็นเพราะสาเหตุตรงนี้เอง ที่เป็นแรงจูงใจให้เพื่อน ๆ รุ่นเรา หันมาบ้าฟุตบอลอย่างหนัก ชั่วโมงพละ ครูผลก็ประสิทธิ์ ประสาทวิชาฟุตบอลพื้นฐานให้กับพวกเราแปฟุตบอล ไปมาระหว่างสองคน แปยัดกำแพงตึกพละ จำได้ว่าฝึกอยู่นานมาก กว่าจะให้เล่นเกมส์แบ่งข้าง เรียกว่าต้องเบสิกแน่นเปรี๊ยะ! เสียก่อน จึงค่อยหัดเล่นเกมส์ ประกอบกับรุ่นเราส.ก.84 มีคนบ้าบอลเยอะมาก ธนิต อ่อนสมา แต่งชุดนักเรียน เป็นผู้รักษาประตู ให้เพื่อน ๆ ยิง แล้วพุ่งรับ พุ่งปัด เห็นลอยตัวปัดบอลดูสวยงามจริง ๆ สุดชาย ทุมมานนท์ ต้องแต่งตัวชุดนักบอลเต็มยศ มีรองเท้าสตาร์ทใส่ด้วย ขณะที่คนอื่น ๆ ยังใส่รองเท้าผ้าใบ ชายน้อย สงเคราะห์, ศราวุธ เหราบัตร เลี้ยงลูกด้วยความคล่องแคล่ว ไอ้ปะ สมเกียรติ แสนทวีสุข, ดร.สุริยา ทัศนียานนท์, สินธุ์ชัย(รัชพล) พิชิตกุล พวกจอมเตะหนัก เมื่อตอนพวกเราอยู่ ม.ศ. 2 วันแข่งกีฬาสี (ก.สีเหลือง ข.สีชมพู ค.สีฟ้า ง.สีส้ม ฉ.สีขาว ช.สีเขียว ซ.สีแดง) มีการแข่งขันฟุตบอลเสร็จภายในวันเดียว จำได้ว่าวันนั้นพวกเราเตะบอลกันสนุกมาก ใครมีดีอะไรก็งัดออกมาโชว์กันเต็มที่ จนเป็นที่สนใจของครูผล และครูเพี๊ยน เลยจัดให้พวกเรารวมทีมสาย ม.ศ.2 ลงเล่นนัดพิเศษกับทีมรวมม.ปลาย เล่นครึ่งละ 30 นาที จำไม่ได้ว่าผลการแข่งขันออกมาว่าเราเสมอหรือชนะ แต่ที่แน่ ๆ ไม่แพ้ นั่นจึงเป็นที่มาและจุดเริ่มต้นที่จะทำให้กีฬาฟุตบอลของสวนกุหลาบฯ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

2510 เมื่อพวกเราอยู่ม.ศ.3 เนื้อหนุ่มแตกดังเปรี้ยะ ๆ เริ่มเป็นรุ่นเดอะของม.ศ.ต้น บ้างก็กร่างมากบ้างก็กร่างน้อย ไปตามภาษาของวัย เรื่องฟุตบอลยังมีต่อเนื่องตามมาในปีนั้น โรงเรียนเราก็ส่งทีมฟุตบอลเข้าแข่งขัน ในรายการฟุตบอลมัธยมต้นของกรมพละศึกษา จากผลงานที่เตะตา เมื่อครั้งทีมรวมม.ศ.2 สู้กับรุ่นพี่ม.ศ.ปลายได้อย่างสูสี ครูผลก็เลยรวบรวมนักฟุตบอลรุ่นเราทั้งหมดเป็นตัวแทนเข้าแข่งขัน มีชายน้อย, สุดชาย, ชาลี, สินธุ์ชัย, วิทิตย์, ชำนาญ, ศราวุธ, ธนิต, ชาญวิทย์, พันธุ์เทพ, ไอ้โค๊ชวิทยา, สมเกียรติ, เชิดศักดิ์, เสรี และสุริยา รวมเบ็ดเสร็จ 15 คน ที่เป็น 15 คน เพราะมีงบประมาณเท่านี้ ผมเองไม่ได้เล่นชุดนี้ เพราะครูผลมีเป้าหมายจะปั้นให้ผมเป็นนักวิ่ง 100 เมตรทีมชาติ เพื่อเข้าแข่งขันกีฬา SEAP GAMES ซึ่งกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพในปี 2511 หรือ 2512 สุดท้าย กัมพูชาไม่ได้จัด ครูผลให้ วิจารย์ เบ็ญจกุล นักวิ่งปอดเหล็กวิ่งมาราธอน 42.5 กม. มาเป็นพี่เลี้ยงนำผมวิ่ง รอบโรงเรียน (ไม่ใช่รอบสนามฟุตบอล) วันแรก 10 รอบ วันที่สอง 15 รอบ วันที่สาม 20 รอบ และทำท่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผมเลยโบกธงขาวยอมแพ้

ดังที่กล่าวถึงข้างต้น ว่าทีมฟุตบอลมัธยมต้นของเราส่งแค่ 15 คน ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงทีมฟุตบอล 1 ชุด อย่างน้อยต้องมี 18 คน แต่ด้วยขาดงบประมาณ จึงไม่สามารถทำได้ พวกเราจึงเกิดความคิดอยากจะช่วยครูผลและโรงเรียนของเรา โดยปรึกษากับครูผล จัดฉายหนังเพื่อหารายได้มาสนับสนุน คำว่าจัดฉายหนังในยุคนั้น คือการเช่าโรงหนังเพื่อจัดฉายรอบพิเศษ 6 โมงเช้า โดยนำภาพยนตร์เก่าที่สนุกเป็นที่นิยมมาฉายใหม่ พร้อมมีดนตรีมาแสดงก่อนฉาย (ซึ่งปัจจุบันนิยมจัด golf การกุศลเพื่อหารายได้ ซึ่งรุ่นเราได้ทำประจำมา 4-5 ครั้งแล้ว) คณะกรรมการในครั้งนั้น มีนายแพทย์เติมศักดิ์ กุศลรักษา เป็นประธาน เพราะมีลักษณะเป็นผู้ใหญ่ อยู่ห้องคิงส์ (ม.ศ.3ค) เป็นที่น่าเชื่อถือของครู-อาจารย์ มีชาญวิทย์ ชายน้อย สุริยา และผมเป็นหัวหอกขายบัตร เลือกขายเฉพาะโรงเรียนผู้หญิงล้วน จะได้ไม่มีการชกต่อยกัน เช่น ส.ว., ศ.น., ส.ร., ส.ผ.(ราชินี) ซ.ค. (ซานตาครูซ) เป็นต้น ได้กำไรประมาณ 8-9 พันบาท ซึ่งนับว่ามากพอสมควร มาเติมเต็มในส่วนที่ขาด จนทำให้ทีมฟุตบอลมัธยมต้นของเราได้แชมป์ ชนะวัดมงกุฏฯ 3-0 ได้รับความชื่นชม สรรเสริญไม่น้อย เป็นความสำเร็จเบื้องต้น กับการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ ของทีมฟุตบอลสวนกุหลาบฯ ดังนั้น ครูผลยังมีแนวคิดจะให้นักฟุตบอลรุ่นพวกเรา ซึ่งเป็นลูกหม้อโดยแท้เป็นแกนในการสร้างทีมแห่งอนาคต ไม่มีอะไรที่จะได้มาอย่างง่าย ๆ ปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อจบชั้น ม.ศ.3 แล้ว ถ้าจะเรียนต่อ ม.ศ. ปลายได้ คะแนนจะต้องถึงตามข้อกำหนดใหม่ของโรงเรียน กล่าวคือ ถ้าจะเรียนสายวิทย์ ต้องสอบให้ได้คะแนนรวมมากกว่า 70% สายศิลป์ต้อง 65% คะแนนหมวดวิชาก็ต้องผ่านเกณฑ์ด้วย ที่โรงเรียนกำหนดมาตรฐานของคะแนนเพิ่มขึ้น เป็นเพราะรุ่นพี่ 83 ของเราได้กรุณาหยิบยื่นข้อมูลใหม่ให้โรงเรียนพิจารณา ด้วยการสอบตกระดับชั้น ม.ศ.4 เกือบร้อยคนเป็น High record จ้า!

บรรดาตัวหลักนักฟุตบอลของเราส่วนใหญ่ ร้องเป็นเสียงเดียวกันว่าไอ้หยา อาตือ แล้วพวกตูจะทำได้หรือ จึงนำความรู้สึกทุกข์ระทมนี้ มาปรึกษาพระเจ้าตา ผล ใจสว่าง ของเรา ท่านก็บอกว่า “พวกเอ็งก็ขยันดูหนังสือหน่อยสิวะ ถ้าเกิดมีปัญหาค่อยว่ากันอีกที”

และแล้วก็เป็นไปตามคาด บรรดานักฟุตบอลตัวหลักต้องกลับมาสอบ Entrance ม.ศ.4 สวนกุหลาบฯ อีกครั้ง ทั้งนี้ที่รอดไม่ต้องสอบก็มีไอ้โค๊ช วิทยา วิทิตย์ ชัยฤทธิ์ มานพ วิรัช ธนิต สุดท้ายทุกคนก็สามารถกลับเข้าเรียนได้ ทั้งที่สอบได้เอง และครูผลสอบให้

ช่วงปิดเทอมหลังจบม.ศ.3 ครูผลก็นัดหมายให้บรรดา นักบอลสายเลือดใหม่มาพร้อมกันที่โรงเรียนเวลา 15.30 ทุกวัน ยกเว้นเสาร์ อาทิตย์ แต่พวกเรามาพร้อมกัน 14.30 น. ทุกวันไม่เว้นเสาร์ อาทิตย์ ที่มาเร็วจะได้มาซ้อมกันก่อน ด้วยการเรียนแบบจากโทรทัศน์รายการ Star Soccer ฟุตบอลดิวิชั่น 1 อังกฤษ ช่อง 4 บางขุนพรหม โดยคุณพิชัย วาสนาส่ง บรรยาย ผลจากการทุ่มเทฝึกซ้อม นักฟุตบอลรุ่นเรา จึงติดทีมโรงเรียนรุ่นใหญ่เป็นแผง ค่อนทีม ที่มีรุ่นพี่ 83 คือพี่กั๊ก ชูชาติ สมชาย คลังทอง พ.ต.อ.มานิตย์ (วีระวิทย์) จันทร์จำเริญ พี่อู๊ด อภิสิทธิ์ รุ่น 82 เป็นหัวหน้าทีม รุ่นเรา 84 สายวิทย์ มีวิทยา วิทิตย์ วิรัช มานพ ชัยฤทธิ์ สายศิลป์ ชายน้อย สุดชาย ชาลี ธนิต เชิดศักดิ์ ชำนาญ สินธุ์ชัย รุ่น 85 ฉาดฉาน จำรูญ อดุลย์ รุ่น 86 พิชัย วีระศักดิ์ ชาญชัย โชติศักดิ์ สุมิตร “กรุงโรงไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว” ช่างเป็นคำเปรียบเปรยที่เป็นอมตะจริง ๆ ทีมฟุตบอลสวนฯ ยุคสร้างใหม่ก็เช่นกัน เราเริ่ม Tournament แรก ฟุตบอลกรมพละศึกษาตกรอบแรก แพ้สามเสน 2-0 เป็นที่ผิดหวังของบรรดาน้องพี่ ครู-อาจารย์ทั่วหน้า โดยเฉพาะ อ.วรรณ จันทร์เพ็ชร สอนคณิตศาสตร์ ม.ศ.4 จะพูดกระทบกระเทียบตลอดเวลาเข้าสอนให้ห้องที่มีนักบอล “ใจไม่สู้ ใจไม่ถึงแล้วจะชนะใคร” ท่านมีเจตนาพูดให้พวกฮึดสู้!

หลังจากนั้นมาทีมฟุตบอลสวนกุหลาบฯ ในยุครุ่นเราเป็นแกนหลัก มีอาจารย์ศิริ สุงคาสิทธิ์ มาช่วยเติมเต็ม ก็สามารถประสบความสำเร็จได้แชมป์หลายรายการ นักฟุตบอลรุ่นเรา ติดทีมชาตินักเรียนไทย 3 คน คือ ชายน้อย สุดชายและตัวผม ลงแข่งขันชนะเป็นว่าเล่น จนได้ฉายา ณ เวลานั้นว่า “มหาอำนาจลูกหนังขาสั้น”

ไม่เฉพาะฟุตบอลเท่านั้นที่พวกเราช่วยกันสร้างชื่อเสียงและเกียรติภูมิมาสู่โรงเรียน กองเชียร์ แผนกเชียร์รุ่นเรา ก็ฝากผลงานกระหึ่มไปทั่วแผ่นดิน ด้วยรหัสโค๊ตแปรอักษรปรบมือ รีบรุก รีบรุกโดยเร็ว รุกเร็ว รุกเร็ว อะฮา ..... โดยทีมงานเชียร์ที่มีท่านอู๋ ชัยยงค์ เป็นประธาน อาจารย์ต้อย มาณพ (ไอ้เหน่) เป็นครีเอทีฟ ธงชัย, พงษ์ธร, ประพันธ์, ชาญวิทย์ และอีกหลาย ๆ ท่านขอโทษที่ไม่ได้เอ่ยนาม เป็นคณะทำงานที่มีประสิทธิภาพยิ่ง

ตลอดช่วงเวลา 08/12(13) ที่พวกเราได้มีโอกาสได้มาใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความภาคภูมิใจในรั้วชมพู-ฟ้า พวกเราได้มอบสิ่งดี ๆ ให้กับสถาบันที่พวกเรารักไม่มากก็น้อย ผมมั่นใจว่า มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่น่าจดจำที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิตของพวกเราทุกคน จริงไม๊คร๊าบ พี่น้องครับ

วิรัช ชาญพานิชย์
สก.15955