ผู้เขียนเป็นนักเรียนสวนกุหลาบ หมายเลขประจำตัว 15725 เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก. เมื่อ 17 พฤษภาคม 2508 มี ครูเพียรผจง ธนะโกเศศ เป็นอาจารย์ประจำชั้น เลื่อนมาเรียนชั้น ม.ศ.2 ที่ห้อง จ.ของ ครูถนัด สุคนธปฏิภาค แล้วจบมัธยมศึกษาตอนต้นที่ห้อง จ. ของ ครูฉวี สงวนเกียรติ ข้ามฟากตึกมาเรียน ม.ศ.ปลายสายวิทย์ ที่ห้อง ม.ศ.4 จ. โดยมี ครูอนุกูล กมลเพ็ชร์ เป็นอาจารย์ประจำชั้น และจบหลักสูตร ม.ศ.5 ที่ห้อง จ.อีกเช่นกัน โดย ครูวรรณิศ วงษ์สง่า เป็นผู้เคี่ยวเข็ญในฐานะอาจารย์ประจำชั้นคนสุดท้าย ผลการเรียนมักอยู่ในระดับปานกลาง-พอผ่าน เพราะมัวแต่มุ่งกิจกรรมด้วยความสนุกสนาน ที่ฝากเอาไว้ให้ระบือ ได้แก่ กิจกรรมเชียร์ โดยร่วมกับเพื่อนๆ ในรุ่นฝูงใหญ่ ..สร้างระบบซึมแทรกเป็นขั้นเป็นตอน ให้เด็กสวนฯ ยุคนั้นมีน้ำใจ (spirit) ผนึกกำลังสร้างเอกภาพ (unity) รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อสืบทอดประเพณี (tradition) ต่อจากรุ่นพี่รุ่นพ่อที่สร้างไว้ ..ให้ไล่เรียงมาถึงรุ่นหลาน-เหลนในปัจจุบัน ผลพวงดังกล่าวทำให้เกิดการเชียร์ โดยใช้ “ปรบมือ” เข้ามาผสมผสานกับการแปรอักษรบนอัฒจรรย์ ถือกำเนิดเป็นรายแรกขึ้นในประเทศ ..ที่เด็กสวนกุหลาบทั้งปวง ภาคภูมิใจยิ่งนัก ความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นมานั้น สำคัญที่สุดอยู่ตรงที่ “ครู-อาจารย์สวนกุหลาบทุกท่าน” ..เป็นผู้ให้แก่ศิษย์ การ “ให้” ที่ว่านี้…มิใช่ป้อนใส่ปากหรือสักแต่ว่า “ให้”..ด้วยการสอนและสั่ง แต่ทุกท่าน “ให้” ..โดยศิษย์จะต้องเก็บเอาไปคิด..อย่าง-ไม่งมงาย จากนั้นจะถอยฉากออก-คอยไปเป็นพ่อ-เป็นแม่-เป็นพี่เลี้ยงและบางครั้งยังเป็นเพื่อนคู่คิด ประคับประคองให้เด็กสวนฯ ก้าวพ้นจากรั้วชมพู-ฟ้าและตึกเหลืองยาว ออกไปสู่การเป็นบุคลากรของชาติและสังคมอย่างงามสง่า ไม่ว่าวันเดือนปีจะผ่านไปยาวนานขนาดไหน…เอกลักษณ์ที่ติดตัว ก็สามารถแสดงออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ตลอดเวลาว่า..
“เป็นเด็กสวนฯ” ข้อเขียนที่นำมาเผยแพร่คราวนี้ เป็นบันทึกเรื่องราวจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่าง ปี พ.ศ.2508-2512 ..เคยนำลงพิมพ์ในหนังสือ “สมานมิตร รุ่น 108” มาแล้วเป็นครั้งแรก ต่อมา-ได้ตรวจแก้ไข เพื่อรำลึกถึงความเป็น “ครูและศิษย์สวนกุหลาบ” อย่างแท้จริง อีกทั้งเพื่อให้เหมาะสมกับการตีพิมพ์ครั้งที่สอง ในหนังสือที่ระลึกงาน “มุทิตาจิต ส.ก. พ.ศ.2535”
ผู้เขียนจบการศึกษาจาก ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย..และได้กลายสภาพจากศิษย์มาเป็น “อาจารย์” ประจำภาควิชาวารสารสนเทศ ณ สถาบันแห่งนี้ ..จนถึงปัจจุบัน รวมเวลาได้ 27 ปีเต็มแล้ว แต่ถึงอย่างไร.. ไม่ว่าจะที่ไหน? เมื่อไหร่? ..ผู้เขียนก็ยังเป็น
“ศิษย์ของครูสวนกุหลาบ” ตลอดกาล
การเผยแพร่เรื่องราว “โค้ดปรบมือ-เชียร์” ในลักษณะบันทึกเหตุการณ์จริง นำเสนอด้วยสำนวนแบบสารคดีกึ่งนิยาย-ชื่อเรื่องว่า “ด้วยประหยัดและมัธยัสถ์ จำต้องสะบัดมือพร้อมสีงามฯ ตามทำนอง..คล้องเป็นตำนาน -ปรบมือ..ระบือโลก” ในครั้งนี้ ..จึงนับเป็นคำรบที่สาม เชื่อว่า-จะสามารถให้ความกระจ่างแก่ผู้ที่สนใจติดตามได้ไม่มากก็น้อย..หากมีข้อวิจารณ์หรือติดใจสงสัยสิ่งใดจากบันทึกนี้ ..สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ตามระบุไว้ท้ายเรื่องนี้แล้ว
ผมคงต้องเริ่มต้นตรงที่ความภาคภูมิใจในสถาบันสวนกุหลาบ อันเป็นแหล่งเพาะเชื้อความไว้วางใจระหว่าง “ศิษย์กับครู” ชนิดที่ยากจะหาสถาบันระดับมัธยมแห่งไหนมีเหมือน ครูสวนกุหลาบ..เป็นครูจริงๆ มิใช่สักแต่ว่าจะใช้คำว่า “ครู” นำหน้าชื่อ…หรือดัดจริตอยากจะใช้คำว่า “อาจารย์” นำหน้า อย่างที่เห็นอยู่มากมายในปัจจุบัน ครูสวนกุหลาบ..มิใช่เพียงทำหน้าที่สอน-สั่งต่างๆ เพียงอย่างเดียว…แต่จะเปิดทาง-แนะทาง ให้เด็กสวนฯ ทุกคนมีโอกาสแสดงออกด้วยความคิดเห็นของตน ไม่ว่าจะในเชิงวิชาการ หรือตามสภาวะสังคม ..จากนั้นจะถอยฉากออกไปเป็นเพียง “ที่ปรึกษา” อย่างแท้จริง ถ้วยรางวัลชนะเลิศจากงานต่างๆ ..ที่รุ่นพี่-รุ่นพ่อ-รุ่นปู่ นำพามาไว้จนล้นตู้ในห้องอนุสรณ์นั้น…ล้วนเกิดขึ้นมาจากพื้นฐานข้อนี้ และความคิดเรื่องโค้ดปรบมือ-ที่ใครต่อใครว่ามันบรรเจิดนักน่ะ มันก็เกิดขึ้นมาด้วยพื้นฐานของ
“ความวางใจระหว่างศิษย์กับครู” ..ที่มีอยู่ในสวนกุหลาบแห่งนี้นี่เอง
ผมเริ่มต้นสนใจสารพัดกิจกรรมมาตั้งแต่เข้าเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 เมื่อปี 2508 (เปรียบกับสมัยก่อนหน้าก็คือ มัธยมปีที่สี่.. แต่ปัจจุบันนี้ เปรียบได้กับ- มัธยมปีที่สอง ..มันยุ่งจริงๆ เนาะ กับกำหนดหลักสูตรแบบต่างๆ ของกระทรวงศึกษาฯ) และที่หมายใจไว้เป็นพิเศษ-เห็นจะได้แก่ กิจกรรมเชียร์กีฬานี่แหละ บอกกันตรงๆ เลยว่า…ผมเลียนแบบและอยากเป็นเหมือนอย่าง
“OSK79..พี่หลอ-ประภัทร ศรลัมพ์” ตำแหน่งเชียร์ลีดเดอร์ของโรงเรียนในพ.ศ.นั้น (เด็กสวนฯ ส่วนใหญ่เรียก-พี่หลอ/ไอ้หลอ เพราะว่าฟันแกหลอข้างหน้าสองซี่เมื่อตอนอยู่มัธยมปลายสวนกุหลาบ)
งานฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคีปีนั้น (2508) เพิ่งจะเป็นครั้งที่สอง ของการเริ่มต้นแข่งขัน-ส่วนฟุตบอลประเพณี “สวนกุหลาบ-เทพศิรินทร์”น่ะ-ตกลงยกเลิกไป เพื่อว่าจะรวมมาแข่งพร้อมกันทั้งสี่สถาบันให้เป็นปึกแผ่นมากกว่าปีนั้น ..พี่หลอ-นำกองเชียร์ร้องเพลงด้วยท่าลีดเดอร์สุดเท่ แม้ว่าชั้นเชิงฟุตบอลของเรา จะไม่ค่อยได้สร้างประทับใจให้กับกองเชียร์เท่าไรนัก ผมแอบจดจำท่าทางและลูกเล่นการพูดปลุกใจหน้ากองเชียร์ของพี่หลอเอาไว้ตลอด ..พร้อมกับตั้งจุดหมายไว้ในใจว่า..เมื่อถึงเวลา กูเป็นรุ่นพี่ในโรงเรียนเมื่อไหร่? ..
จะทำให้ได้อย่างพี่หลอแล้วผมก็เริ่มมีโอกาสจะเป็นได้อย่างพี่หลอ เมื่อก้าวขึ้นมาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ..เป็นพี่รองจากชั้นสูงสุดของโรงเรียน
จากการคลุกคลีตีโมงทำกิจกรรมสารพัดรูปแบบ และไปจับกลุ่มกับเพื่อนนักฟุตบอลของโรงเรียนที่อยู่ในชั้นเดียวกัน อาทิ ก๊อง-วิรัช ชาญพานิชย์, ชายน้อย สงเคราะห์ ฯลฯ ซึ่งทีมบอลที่ว่านี้ เพิ่งไปคว้าตำแหน่งชนะเลิศกรมพลศึกษามาได้อีกครั้ง เมื่อปี 2510 ..หลังจากเป็นหมูสนามให้คนอื่นเขาเถืออยู่หลายปี พวกเพื่อนนักบอลเหล่านี้ จึงเห็นดีเห็นงาม ..บอกกับตัวผม และครูหลายๆ ท่าน ในห้วงเวลานั้นว่า..“ไอ้เหน่-มันเหมาะสม ที่จะทำหน้าที่นำฝูงเชียร์กีฬา” (เหน่-นั้นเป็นชื่อของพ่อ ที่ถูกเพื่อนล้อเลียน-เรียกจนติดปากตามสมัยนิยม (ของทุกยุคทุกสมัย) และเรียกขานมาถึงวันนี้ ..ด้วยวัยที่กำลังจะเข้าโลงอยู่รอมร่อ)
เมื่อเลื่อนขึ้นมาเรียนม.ศ.4 ในปี 2511 ..ผมได้รับคัดเลือกให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ร่วมกับเพื่อนๆ ในรุ่น ตามคาดหวัง พร้อมกับมีข่าวดีว่า “ฟุตบอลจตุรมิตร-จะกลับมาแข่งใหม่อีกครั้ง” หลังจากหยุดพักไปสองปี ระหว่างพ.ศ.2509-2510

หนึ่งช่วงของสามเชียร์ลีดเดอร์ นำสวนกุกลาบเชียร์ ในวันปิดการแข่งขันจตุรมิตร ครั้งที่ 3 ปี 2511
เชียร์ลีดเดอร์ในรุ่นนั้นมี 7 คน ที่อยู่ในรุ่นเดียวกับผมได้แก่
- อู๋-ไชยยงค์ คงจันทร์ (ปัจจุบันเป็น-ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฯ)
- ตั้ม-ชาญวิทย์ สิงหเสนี (เจ้าของบริษัท-จัดการอบรมบุคลากร)
- จุด-เกษมศักดิ์ กสิศาสตร์ (In-flight manager การบินไทย)
- บัง-มานิค (ฮูเซ็น) นียพันธุ์ (วิศวกรไฟฟ้า-เจ้าของกิจการของตนเอง)
- แดง-ทวี บรรจงเพียร (เจ้าของกิจการบริษัทข้ามชาติ)
- สองคนหลังนี้คือ osk 83 ..นั่งคอยเพื่อนอยู่หนึ่งปี มาจบสวนฯ พร้อมกับรุ่น 84
- และคนสุดท้ายเป็นรุ่นพี่ (osk 82) ชื่อ พี่โอ-ณรงค์ สัจจะเวที
(ปัจจุบันเป็นนายทหารพระธรรมนูญ ยศพันเอก)
- สำหรับประธานเชียร์นั้น แน่นอนว่าอยู่รุ่นก่อนผมหนึ่งปีชื่อ
“อภิชาต เชาวน์ดี” (เจ้าของธุรกิจส่วนตัว)

เจ็ดเชียร์ลีดเดอร์สวนกุหลาบ เมื่อวันปิดจตุรมิตร ครั้งที่ 3 ปี 2511 ยืนจากซ้าย : จุด-เกษมศักดิ์ กสิศาสตร์, บัง-มานิค (ฮูเซ็น) นียพันธ์, ประธานเชียร์-อภิชาต เชาวน์ดี, โอ-ณรงค์ สัจวาที และ ตั้ม-ชาญวิทย์ สิงหเสนี นั่งจากซ้าย : อู๋-ไชยยงค์ คงจันทร์, แดง-ทวี บรรจงเพียร และ ต้อย-มานพ แย้มอุทัย เสื้อเชียร์ลีดเดอร์ของสวนฯ ปีนี้ ..เป็นแจ๊คเก็ตกึ่งสูท แต่สีที่ใช้ออกหวานน่ารัก เป็นสี old rose ปักช่อกุหลาบที่อกด้านซ้าย สวมทับะเสื้อยืดคอเต่าและกางเกงสีดำทั้งชุด
อัสสัมชัญ รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพจตุรมิตรในปีนั้น ..พวกเราจึงได้ทำกิจกรรมเชียร์อย่างสนุกสนานเป็นการอุ่นเครื่อง ก่อนที่จะมีโอกาสฟูเฟื่องในปีถัดมา
สรุปงาน-จตุรมิตรครั้งที่ 3 สวนกุหลาบของเราได้แชมป์ร่วม โดยกองเชียร์นั่งแปรอักษรรวมกับอัสสัมชัญ ด้านทิศเหนือสนามศุภชลาศัย มีผลงานการเชียร์อยู่ในระดับที่เรียกว่า-ไม่ขี้เหร่
ปีถัดมา (2512) ก็ถึงคราวผมและเพื่อนๆ เป็นพี่ใหญ่ในโรงเรียนบ้าง
มาดเชียร์ลีดเดอร์สวนฯ ในงานจุตรมิตรครั้งที่ 4 ปี 2512 ..สวมชุดค่อนข้างตามกระแสแฟชั่นมากหน่อย-สังเกตได้ตรงเสื้อเชิ้ตสีครีมคอปกตั้ง-ที่สวมแบะอก แล้วนำผ้าพันคอลายสวยๆ มาผูกประดับ ซึ่งกำลังฮิตในหมู่วัยรุ่นยุคนั้น ส่วนแผนกแปรอักษรนั้น สวมแจ๊คเก็ตธรรมดาสีกรมท่า ปักด้านหลังตัวเบ้อเริ่มว่า SUAN


“ตั้ม-ชาญวิทย์” เลื่อนจากเชียร์ลีดเดอร์ไปเป็นประธานนักเรียน ..แต่ด้วยแรงเชียร์ลีดเดอร์เก่า มันเลยมีลูกบ้า-แอบหนุนกิจกรรมเชียร์เป็นพิเศษ
“อู๋-ไชยยงค์” ก้าวขึ้นเป็นประธานเชียร์ ส่วนผมและเพื่อนคนอื่นๆ ยังปักหลักทำกิจกรรมเชียร์อย่างเหนียวแน่น พวกเรานำประสบการณ์ที่ได้จาก เมื่อคราวทำเชียร์จตุรมิตรครั้งที่สาม ตระเตรียมไว้ใช้ในครั้งใหม่อย่างเต็มที่ มีการประชุมวางแผนเป็นขั้นตอน โดยพี่เก่าที่ไปอยู่จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ มาคอยให้คำแนะนำและให้กำลังใจ อาทิ พี่ปุ๊ก-วราทร พินทุสมิต, พี่หลอ-ประภัทร์ ศรลัมพ์ เป็นต้น แม้ว่า “ไอ้อู๋” จะนั่งแป้นตำแหน่งประธานเชียร์ใหญ่ แต่หัวโจกวางแผนงานและตัดสินใจนั้น-หนีไม่พ้นไปจากผม เราแบ่งหน้าที่รับผิดชอบเป็นสัดส่วนอย่างดี โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา อาทิ “ครูวรรณ จันทร์เพชร, ครูวรศักดิ์ รังสิพิพัฒน์, ครูทวี ชมสุวรรณ, ครูวิทูรย์ บุญวานิช, ครูสุรศักดิ์ ทองอิสระ ฯลฯ” คอยดูแลห่างๆ แม้กระทั่ง “ครูผล ใจสว่าง” ก็ยังมาช่วยเป็นกำลังใจและแนะนำการทำงานให้ทั้งหมด ด้านการทำงานแบ่งส่วนออกเป็น ฝ่ายคุมซ้อมเชียร์-มีผมคอยประสานงานและเป็นโฆษก ฝ่ายแปรอักษรมี “เส็ง-พงศ์ธร อาภัสสรินทร์” เป็นหัวหน้า (ปัจจุบันเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ พี.เอ.ลีฟวิ่ง) พร้อมเพื่อนอีก 4 คน ได้แก่..
- นพดล เนตรสุขำ (ถึงแก่กรรมแล้ว)
- ประพันธ์ วิมลวาทิน (สถาปนิกอิสระ และอาจารย์พิเศษสถาปัตย์ จุฬาฯ)
- ทรงศักดิ์ วิมลรัตน์ (เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง) และ
- สุรชัย ชินทรเดชา (osk85) ..ที่มาร่วมเตรียมสืบทอดกิจกรรมในปีต่อไป
ฝ่ายสวัสดิการนั้นเรามอบให้
“จ้อย-อุดมศักดิ์ เล่ห์หลีกภัย” เป็นผู้ดูแลพร้อมกับ “ครรชิต ผิวนวล” ที่กำลังซ่าสุดเดชในช่วงนั้น ส่วนผมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ และควบตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายเทคนิคอีกด้วย โดยประธานเชียร์-ไชยยงค์ หมดสิทธิ์ยืนจุ๊ยเหมือนกับของสถาบันอื่นๆ เพราะต้องมาเป็นเชียร์ลีดเดอร์เต้นแร้งเต้นตาภายใต้การดูแลของผม แม้จะแบ่งส่วนแล้ว-แต่พอถึงเวลาลงมือทำงานจริง มักจะอีรุงตุงนังในหมู่เพื่อนสนิทซะมากกว่า ..เรียกว่าช่วยกันคนละไม้คนละมือ-ลุยแบบจั๊บฉ่ายจนได้ดี
เรามักใช้เวลาเย็นหลังเลิกเรียน เตะฟุตบอลพลาสติกที่ถนนระหว่างหัวตึกยาวด้านสะพานพุทธ กับตึกสามัคยาจารย์ ..พอเหนื่อยหน่อยก็มานั่งสุมหัวคุยเกี่ยวกับการทำเชียร์ให้โรงเรียน แต่ละคนมักมีไอเดียแปลกๆ มาเสนอในวงเสวนา เป็นลักษณะกึ่งบริหารงานว่า-เราควรจะทำอะไรกันดีบ้าง-จะเอาเงินทุนจากที่ไหนมาใช้จ่ายระหว่างทำเชียร์บ้าง เพราะต้องยอมรับว่า จะทำงานเชียร์ให้สุดบรรเจิดได้นั้น จักต้องมีเงินทุนหนุนเนื่องอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ทว่า-งานเชียร์ช่วงนั้นเป็นเพียงกิจกรรมตัวประกอบ ไม่ใช่กิจกรรมหลักเหมือนอย่างชุมนุมวิทยาศาสตร์ หรือชุมนุมสังคมศึกษา ฯลฯ พวกทำเชียร์จึงมักเป็นพวก..อนาถาแต่ใจรัก..เสียแหละมาก นักกีฬาหรือนักบอล-มีงบบำรุงกำลังเก็บตัวนอนกันที่โรงเรียน ฯลฯ ส่วนพวกทำเชียร์มีเหมือนกันคือ แอบนอนเอง หรือไม่ก็ไปมั่วขอนอนกับนักบอล ..พอตกดึกๆ อาจมีการแอบแหกค่ายไปโต๋เต๋แถวสะพานพุทธ หรือพาหุรัดบ้าง ตามจังหวะที่ครูพละ “ศิริ สุงคาสิทธิ์” ท่านเผลอ
เมื่อกิจกรรมเชียร์ขาดเงินทุน แต่ไอเดียของสต๊าฟนั้นบรรเจิด พวกเราจึงยอมตัวที่จะเป็นแรงงานรับจ้างทุกๆ อย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทุนทำเชียร์ที่ทุกคนมุ่งมั่นจะให้ทุกอย่างเพอร์เฟคท์ที่สุด ขณะเดียวกัน สต๊าฟเชียร์ก็วางแผนปลุกขวัญ-กำลังใจให้น้องๆ ทุกคน รู้จักสปิริต รู้จักศักดิ์ศรีที่รุ่นพี่ๆ ทำชื่อเสียงเอาไว้ รู้จักการให้กำลังใจแก่ผู้แทนของโรงเรียนที่ไปแข่งขันงานต่างๆ ซึ่งมิใช่เพียงแข่งกีฬาอย่างเดียว แต่ตามไปให้กำลังใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแข่งตอบปัญหา, โต้วาที, ประกวด ฯลฯ เพราะสิ่งเหล่านี้ มันเป็นการแสดงออกถึงสปิริต ที่ทุกคนสามารถให้แก่โรงเรียนได้ไม่ยาก เพียงแต่ต้องใช้กลเม็ด-ลูกเล่นในการจูงใจเล็กน้อย
สต๊าฟเชียร์วางแผนประชาสัมพันธ์สิ่งเหล่านี้ง่ายๆ ด้วยการส่งคนผลัดเปลี่ยนกันขึ้นไปพูดปลุกใจเด็กสวนฯ ทุกคนในช่วงเช้า หลังจากเคารพธงชาติและสวดมนต์แล้ว โดยสมัยนั้น คนที่ขึ้นไปนำสวดมนต์จะเป็นนักเรียนชั้น ม.ศ.5 ที่ส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าห้อง หรือไม่ก็ถูกคัดเลือกจากชมรมพุทธศาสนา เราอาศัยช่องทางนี้เขมือบหัวใจผู้ที่ขึ้นไปทำหน้าที่ดังกล่าวว่า.. หลังนำสวดแล้ว-เอ็งพยายามสอดแทรกข่าวคราวต่างๆ ที่จะจูงใจให้เกิดสปิริตแก่เด็กสวนฯ ทุกคนไว้เสมอๆ พอหนักเข้า ก็ใช้แผนการเขมือบตำแหน่งคนนำสวด โดยเปลี่ยนเป็นพวกเราขึ้นไปทำหน้าที่แทนซะเลย ..แผนนี้เริ่มต้นตั้งแต่เปิดเทอมแรกของปีการศึกษานั้นทีเดียว
แผนต่อมา ..พวกเราขออนุญาตยึดเอาด้านข้างโรงยิมฯ (สมัยนั้นมีโรงยิมฯ ขนาดใหญ่อยู่ตรงบริเวณพระบรมรูป ร.5 ในปัจจุบัน) ติดป้ายโฆษณาบ้าง, ทำหนังสือพิมพ์กำแพง-เสนอเรื่องราวกีฬาที่สวนฯ จะไปแข่งขันบ้าง..ผลัดเปลี่ยนเสนอเรื่องราวข่าวสารผ่านสื่อกำแพงโรงยิมฯ นี้ เพราะเด็กสวนฯ ส่วนใหญ่เมื่อกินอาหารกลางวันแล้ว มักจะเดินผ่านบริเวณนี้ จะได้เดินชนและเห็นข่าวคราวจะๆ เต็มตา เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอนั้น เราจะผลัดเปลี่ยนกันเขียนและออกแบบให้สวยงาม โน้มน้าวไปในทางให้ทุกคนรัก และเสียสละให้แก่สถาบันมากที่สุด
พอผ่านมาได้สองเดือนหลังจากเปิดเทอมแรก ใกล้จะถึงการแข่งขันกีฬากรมพลศึกษาประจำปี ซึ่งมีพิธีเปิดและปิดการแข่งขันเป็นงานใหญ่ พวกเราจึงหมายตาเป็นงานแรกที่จะลองฝีมือทำเชียร์ของสต๊าฟ จึงได้เรียนปรึกษาอาจารย์ผล ซึ่งมีส่วนสำคัญเป็นกรรมการใหญ่ในการจัดกีฬาระดับกรมฯ ครั้งนั้นด้วย โดยเราเสนอให้มีการแปรอักษรในพิธีเปิดและปิด ที่พวกเราจะแสดงฝีมือเอง ไม่ต้องเดือดร้อนจัดหางบประมาณใช้จ่ายให้มากนัก เพราะผ้าแปรอักษรเก่าจากจตุรมิตรฯ ปีที่แล้ว ยังคงพอใช้ได้อยู่ (สมัยนั้นมีเพียงผ้าแปรอักษร 4 สี คือ เหลือง-แดง-ดำ-ขาว เป็นอุปกรณ์การเชียร์ จำนวนเพียงไม่ถึงหนึ่งพันชุด) ที่สำคัญ-กีฬากรมพลศึกษาปีนั้น กำหนดให้มีรางวัลถ้วยเชียร์ดีเด่นมอบแก่โรงเรียนที่เข้าแข่งขันด้วย ..ซึ่งเรารู้ว่า-การที่จะฃนะได้ถ้วยเชียร์มาครอง ต้องมีข้อพิจารณาหลายประการ อาทิ ไปเชียร์กีฬาอย่างมีมารยาท, ไปเชียร์กีฬาสม่ำเสมอ ไม่ใช่ไปเชียร์เฉพาะประเภทกีฬาที่ตนเองเก่งหรือว่าชมชอบในโรงเรียนของตนเท่านั้น เป้าหมายสต๊าฟจึงพุ่งตรงไปที่ ถ้วยเชียร์ จากงานนี้เป็นรางวัลแรก โดยมีเป้าหมายใหญ่คือ ถ้วยเชียร์จตุรมิตร ที่จะมาถึงในช่วงปลายปี แผนงานหลักที่ทำกันมา เริ่มได้ผลในเชิงรุก-เร้าใจเด็กสวนฯ ทุกคนขึ้นมาบ้าง พอถึงช่วงกีฬากรมพลศึกษา ซึ่งใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนทำการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ โดยมี ร.ร.รัฐบาลส่วนกลางเข้าร่วมหลายสิบโรงเรียน พวกเรามีโอกาสฝึกปรือเตรียมพร้อมทั้งฝ่ายสต๊าฟเชียร์และเด็กสวนฯ ทุกๆ คน ให้ตื่นตัวขึ้นมาได้เป็นอย่างดี

วันเปิดแข่งขัน เราเชียร์ด้วยการแปรอักษร ใช้คนประมาณเก้าร้อยกว่าคนนั่งด้านอัฒจันทร์คบเพลิงของสนามศุภฯ ทุกอย่างผ่านไปแบบธรรมดาๆ แต่สต๊าฟเชียร์ทุกฝ่ายก็นำมาสุมหัวประเมินผลงานกันว่า-ดีหรือไม่ดีในจุดไหนบ้าง และจะต้องแก้ไขกันต่อไปอย่างไร?
สรุปได้ว่า การแปรอักษรด้วยถ้อยคำและภาพต่างๆ นั้น ในส่วนความละเอียดของภาพยังไม่ดีพอ เพราะทำได้เพียงการใช้โค้ดหนึ่งต่อหนึ่ง เรื่องนี้ “ไอ้เส็ง-พงศ์ธร” หัวหน้าโค้ดรับเอาไปปรึกษาทีมงานหาทางแก้ไขให้ได้ มีการเสนอให้เอาโค้ดบล็อก ซึ่งจุฬา-ธรรมศาสตร์ใช้ในการแปรอักษรงานฟุตบอลประเพณีก่อนหน้านี้ ..มาใช้กับงานแปรอักษรของเราในพิธีปิดกีฬากรมพละ ด้วย โดยโค้ดดังกล่าวสามารถแปรอักษรเป็นคำพูดโต้ตอบกันได้ทันควัน ไม่ต้องกะเก็งเขียนคำพูดมาล่วงหน้าเหมือนก่อนๆ นึกจะแปรคำว่าอะไร ก็ประกาศให้คนแปรอักษรดูโค้ดตามบล็อกที่ตนนั่ง-ยกโค้ดหมายเลขต่างๆ ที่กำหนดไว้เป็นตัวอักษรนั้นๆ เมื่อเห็นดีดังว่า ..เราจึงเชิญพี่สวนฯ ที่ธรรมศาสตร์มาให้คำปรึกษา ในการเตรียมโค้ด มีพี่ๆ หลายคนแวะเวียนมาแนะนำ ขณะพวกเราเตรียมการเป็นอย่างดี
ทางด้านการร้องเพลงและเสียงเชียร์ ..ประเมินได้ว่า ยังไม่ดีนัก แหกปากไม่สะใจและไม่แม่นยำในจังหวะจะโคนของเพลงเชียร์เท่าที่ควร พวกเราหลายๆ คนจึงระดมแต่งเพลงขึ้นมาใหม่ เพิ่มเติมจากของเดิมที่มีอยู่ไม่ถึงสิบเพลง ในจำนวนเพลงใหม่นี้ เป็นเพลงที่ผมแต่งอยู่หลายเพลง อาทิ รีบรุก, สวนฯ ซาบซึ้ง เป็นต้น ขอให้จับตาเพลง “รีบรุก” เอาไว้ให้ดี เพราะเป็นตัวเอกที่จะนำไปสู่ไคลแมกซ์ของโค้ดปรบมือละ
เมื่อเรามีเพลงใหม่มาใช้เชียร์ แต่เด็กสวนฯ ส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นกับเนื้อหาและทำนอง จะมีโอกาสซ้อมเชียร์ก็เพียงช่วงบ่ายๆ ไม่กี่ครั้ง มันก็คงหนีไม่พ้นสภาพเดิม แบบเดียวกับในพิธีเปิดครั้งที่ผ่านมา ..นั่นคือ กองเชียร์สวนฯ ร้องเพลงไม่ได้เรื่อง สต๊าฟเราจึงคิดแก้เกมนี้ให้ได้ภายในหนึ่งเดือน ด้วยการเรียนปรึกษาอาจารย์ใหญ่วินัย เกษมเศรษฐ ขออนุญาตเผยแพร่เพลงเชียร์ด้วยการกระจายเสียงไปทั่วโรงเรียนในเวลาพักเที่ยง ระหว่างรับประทานอาหารและก่อนเข้าเรียนต่อในภาคบ่าย เจรจาอยู่นานพอดู กว่าท่านจะเห็นเจตนาดี เพราะที่ผ่านมา พวกเรามักถูกมองว่าชอบ “ปลุกระดม” จนอาจจะกลายเป็นการชักนำนักเรียนให้กระด้างกระเดื่องต่อครูอาจารย์ก็เป็นได้ แต่เมื่อเจรจาจนท่านเข้าใจ ทุกอย่างก็เข้าล็อคด้วยดี ..พวกที่มีน้ำเสียงดีจึงไปนั่งบันทึกเสียงร้องและเล่นดนตรียัดใส่เทป (สมัยโน้นยังไม่นิยมเทปคาสเซ็ท) ที่บ้านของ “ป๋อง-สุทรรศน์ รักษ์พลเมือง” (ลูกชายของ ศ.นพ.นที) เพราะไอ้ทรรศน์และเพื่อนๆ มีเครื่องดนตรีซ้อมอยู่ที่บ้าน ได้ม้วนเทปที่แหกปากใส่ไว้สิบกว่าเพลงมาแล้ว ก็ยืมเครื่องเล่นเทปของมันมาไว้ที่ห้องกระจายเสียงของโรงเรียนด้วย เอาไว้เปิดกรอกรูหูเด็กสวนฯ ตั้งแต่เช้ารอบนึง แล้วมาต่อตอนเที่ยงอีกรอบนึง โดยพวกเราผลัดเปลี่ยนกันขึ้นไปคอยเปิดเทป-กลับไปกลับมา-อยู่เรื่อยๆ วิธีการนี้ได้ผลมาก สร้างความฮือฮาให้แก่เด็กสวนฯ ทุกคนที่ได้ยินการกระจายเสียงที่ไม่เคยมีแบบนี้มาก่อน ..ก็ซึมซับเนื้อร้องและทำนองเพลงไปโดยปริยาย-หลายคนฮัมเพลงเชียร์ไปด้วยทั้งๆ ที่ข้าวยังอยู่เต็มปาก
วกกลับไปที่การประเมินผลจากพิธีเปิดกีฬาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีข้อสรุปว่า ..การทำคะแนนให้บรรลุผลคว้าถ้วยเชียร์ได้นั้น จะต้องวางแผนจัดตั้งกองเชียร์ให้ไปดูกีฬาทุกๆ ประเภทที่เราเข้าแข่ง แม้ว่ากีฬาประเภทนั้น สวนฯจะไม่เอาไหนก็ตาม
บอกได้เลยว่า..โคตรยาก-หากใช้วิธีนี้ !!! แต่เราก็ใช้อุบายแยบยล แหกตาเด็กรุ่นน้องชั้น ม.ศ.1 ที่ยังไม่ค่อยแก่แดดว่า-จะต้องแสดงสปิริตเหมือนเช่นรุ่นพี่ๆ เคยทำมาแต่โบราณ (ทั้งๆ ที่จริง ไม่เคยมีประเพณีมาก่อนหน้านี้เลยว่า เด็ก ม.ศ.หนึ่งจะต้องไปเชียร์ทุกครั้งที่รุ่นพี่บอกให้ไป) สต๊าฟเชียร์จึงต้องแบ่งคนมาทำหน้าที่พารุ่นน้องไปสนามกีฬาต่างๆ ที่ใช้แข่งขันตามโปรแกรมที่ระบุเอาไว้ ..ส่วนใหญ่จะเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเราแอบสังเกตพฤติกรรมมาได้ว่า เด็กสตรีวิทย์ใช้วิธีการแบบนี้ เก็บตุนคะแนนหวังถ้วยเชียร์ใบนี้เหมือนกัน เมื่อจับทางถูก ..เราก็ใช้แผนปลุกระดมเด็กสวนฯ ทั้งโรงเรียนทันทีว่า-หากไม่ช่วยกันละก้อ มีหวังเสร็จเด็กสตรีวิทย์ฯ แน่ๆ ว้อย !!
แผนการเป็นไปตามเป้า เพราะเด็กสวนฯ ยุคนั้น หากถูกไซโคแบบนี้ละก้อ อยู่ไม่เป็นสุขแน่ เพราะแต่ละคนเลือดชมพู-ฟ้ารุนแรงมาก เฉพาะอย่างยิ่ง จะยอมแพ้ให้แก่เด็กผู้หญิงสีแดง-ขาวนั้น..เป็นไม่ได้โดยเด็ดขาด !! ทุกเสาร์-อาทิตย์ จึงมีเด็กสวนฯ ไปเพ่นพ่านอยู่ที่สนามแข่ง แห่งต่างๆ มากมาย และถ้ามีโปรแกรมแข่งของสตรีวิทย์อยู่ในสนามเดียวกันด้วยละก้อ ..กองเชียร์สวนฯ จะเสียงดังเป็นพิเศษ แต่ไม่ใช่เข้าข้างสตรีวิทย์นะ กลับหันไปเชียร์คู่แข่งที่ประกบกับสตรีวิทย์แทน แล้วยังหน้าด้านไปอ้างกับอาจารย์หลายๆ ท่านอีกว่า ..ที่ทำอย่างนั้น เป็นการแสดงสปิริตของเด็กสวนฯ ช่วยให้กำลังใจโรงเรียนต่างๆ โดยไม่ยึดติดกับสี หวังเพียงสามัคคีในหมู่นักเรียนด้วยกัน..ซะอีกแน่ะ ฉายแววลีลากะล่อนทองให้เห็นกันจะๆ
ระหว่างไปเชียร์กีฬากรมพละฯ นี่แหละ จำได้ว่า-ในการแข่งวอลเล่ย์บอลสวนฯ กับวัดประดู่ฯ ที่โรงยิมสอง สนามกีฬาแห่งชาติ (สมัยนั้นมีสองโรง) ..ผมกับไอ้ตั้ม สุดเซ็งกับลีลาการเล่นของสวนฯ เลยขึ้นไปนั่งแหกปากเชียร์บนอัฒจันทร์แทนการทำหน้าที่ลีดเดอร์ และด้วยความเซ็ง ..จึงนั่งปรบมือเพลง “รีบรุก” ประกบกับไอ้ตั้ม-ในลักษณะการเล่นตบแผละของเด็กๆ เป็นการแก้เซ็งที่ได้ผลเกินคาด !! เพราะหลังจากนั้นสองสามวัน ก็มีความคิดแว่บเข้ามาในสมองของผม-ย้อนถึงถึงวิธีแก้เซ็งขณะเชียร์เมื่อวันนั้นว่า หากแบ่งกองเชียร์ให้ร้องเพลง “รีบรุก” แล้วปรบมือแบบตบแผละสลับสวนทางกัน-ด้วยการกำหนดไว้ในโค้ดที่นั่ง ภาพความพร้อมเพรียงบนอัฒจันทร์ มันก็น่าจะปรากฏขึ้นมาให้เห็นสลับกันเป็นตัวอักษร ที่จะกำหนดไว้ในโค้ดได้นี่นา ผมรีบนำเรื่องนี้มาเข้ากลุ่มสุมหัวในสต๊าฟเชียร์ทันที ..ทุกคนเห็นดีตามความคิดนี้ด้วย และมั่นใจว่ามันต้องประสบผลสำเร็จแน่นอน ขณะเดียวกับที่ “ไอ้เส็ง” ก็มีไอเดียบรรเจิดมาบอกพวกเราอีกว่า.. ไปหาทางแก้ไขสถานการณ์แปรอักษรจากวันเปิดกีฬาฯ ได้แล้ว โดยวัตถุประสงค์ต้องการให้ภาพละเอียดมากขึ้น แต่เงินทุนไม่มี ก็จำเป็นต้องใช้ผ้าสี่สีของเดิมต่อไปอีก จึงคิดไอเดียให้คนแปรอักษรเล่นพับผ้าสีที่มีอยู่ ให้เป็นส่วนเฉียงบ้าง, พับครึ่งตามแนวตั้งบ้าง แนวนอนบ้าง แทนการยกผ้าเต็มแผ่นเหมือนเคย ซึ่งจะช่วยให้เกิดอัตราส่วนจากเดิมยกผ้าหนึ่งคนต่อหนึ่งสี กลายเป็นหนึ่งคนยกผ้าขึ้นมาได้สองส่วนสองสีพร้อมกัน จะทำให้ภาพหรือตัวอักษรที่แปรออกมาบนอัฒจันทร์นั้นละเอียดมากขึ้นกว่าเก่า-หนึ่งต่อหนึ่ง ความคิดนี้สต๊าฟทั้งหมดยอมรับ และเร่งรีบทำงานออกมาให้ได้ แม้ว่าค่อนข้างยากในการออกแบบลงบนแผ่นโค้ดใหญ่ รวมไปถึงเวลาถ่ายทอดออกมาเป็นโค้ดเดี่ยวของคนแปรอักษรแต่ละคนบนอัฒจันทร์ไล่ไปจนถึงการซักซ้อมทำความเข้าใจให้กับเด็กสวนฯ ที่จะไปนั่งบนอัฒจันทร์ในวันปิด พวกเราเรียกโค้ดแปรอักษรแบบนี้ว่า “โค้ดพับ” แล้วยังเผื่อเหนียว ..เตรียมยันโค้ดบล็อกออกไปเล่นพร้อมกันในวันนั้นด้วย งานหนักจึงตกอยู่กับสต๊าฟเชียร์ทั้งมวล ที่จะต้องขอแรงเพื่อนฝูงร่วมชั้นเรียนให้มาช่วยกันทำงาน
อย่างที่บอกแต่แรกว่า ..กิจกรรมเชียร์นั้นไม่มีงบประมาณมารองรับ แต่จะต้องมีเสบียงตุนไว้เป็นกำลัง ไม่ว่าจะเครื่องดื่มหรือขนมนมเนยระหว่างทำงาน ซึ่งเราตะลุยกันมืดค่ำทุกวัน เราจึงวางแผนหาเงินมาเป็นกองทุนหนุนเรื่องเสบียงขณะทำงานนี้ อาทิเช่น ไปรับจ้าง “ครูผล” ทำความสะอาด-ล้างและขัดโรงยิมฯ ..ได้เงินจากครูมาส่วนหนึ่ง รับจ้างขายหนังสือในงานวิทยาศาสตร์สัมพันธ์แล้วหักเปอร์เซ็นต์เอามาเป็นกองกลางของสต๊าฟเชียร์ รับจ้างเขียนโค้ดโฆษณางานสังคมนิทรรศน์ที่กำลังจะมีขึ้นในช่วงปิดเทอมกลาง นำมาแปรเป็นภาพบนอัฒจันทร์ในวันปิดกีฬากรมพละฯ ประเด็นหลังนี่-มีการเซ็นสัญญากับชมรมสังคมศึกษา อย่างชัดเจนว่า ..จะจ่ายทันทีหลังจากยกภาพโฆษณาครบ 2 ครั้งเรียบร้อยแล้ว (ทำยังกับการฉายสปอตโฆษณาทีวี.ทุกวันนี้แน่ะ) เห็นหรือยังล่ะว่า ทำงานเชียร์สมัยก่อนน่ะ ..อนาถาขนาดไหน?
ตกมาถึงวันปิดกีฬากรมพละ ..สวนกุหลาบนั่งเชียร์และแปรอักษรที่เดิม เตรียมพร้อมทุกอย่างที่จะนำออกมาโชว์ฟอร์มไว้เรียบร้อย ..ไม่ว่าจะเป็น โค้ดบล็อค ที่นึกคำอะไรขึ้นมาได้ ก็สั่งให้แปรอักษรทันที (ซึ่งมีที่หมายในใจสต๊าฟเชียร์ว่า จะเล่นคำแสบๆ แซวสตรีวิทยาโดยเฉพาะ),โค้ดปรบมือ-ตบแผละ ด้วยเพลง “รีบรุก” ที่เพิ่งจะทดลองซ้อมเด็กสวนฯ ได้เพียงไม่กี่ครั้งก่อนถึงวันจริง,โค้ดพับที่จะโชว์ความละเอียดของภาพได้มากกว่าเดิม เราแอบเช็คกระแสข่าวมาได้ว่า ถ้วยเชียร์น่าจะตกเป็นของเรา เพราะคะแนนสะสมที่ทำมาตลอดหนึ่งเดือนนั้น นำโด่งตีคู่มากับสตรีวิทยาแล้วแต่อาจจะเพลี่ยงพล้ำได้ หากกรรมการเอนเอียง-ด้วยแง่คิดที่ว่า เด็กนักเรียนชายน่าจะเสียสละให้แก่เด็กนักเรียนหญิง เมื่อคิดถึงประเด็นนี้ แม้จะมีมาดชายชาตรี แต่วิสัยของพวกเรานั้น ..ยอมไม่ได้!! จึงจำเป็นที่จะต้องโชว์ฟอร์มในพิธีปิดนี่ให้สุดสวยน่าทึ่ง และหากแผนเชียร์ที่เตรียมมาทุกอย่างสัมฤทธิ์ผล ..คะแนนช่วงสุดท้ายต้องตกเป็นของเราแหงๆ แต่ก็มีกระแสข่าวออกมาอีกว่า ..อาจมีถ้วยเชียร์สองใบ แบ่งให้สวนฯ-สตรีวิทย์คนละใบเพื่อถนอมน้ำใจทั้งคู่ วิสัยของพวกเราในวันนั้นก็พูดกันอีกว่า ..ไม่ยอมโว้ย-เราต้องเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น (แน่ะ-ดูมันสิ !!) เอาเป็นว่า วันนั้น-สตรีวิทยามานั่งกันเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่บนอัฒจันทร์ด้านทิศเหนือ แถมยังนำธงสีแดงเขียนตราประจำโรงเรียนสีขาวไว้ตรงกลางขนาดเบ้อเริ่มเทิ่ม มาปิดตรงช่องบันไดขึ้นอัฒจันทร์ไว้ แล้วพวกเธอทั้งหมดก็นั่งล้อมรอบธงแดงนั้น ..คงคิดว่าเก๋ไก๋-ทำคะแนนกินขาดได้แน่ๆ สวนกุหลาบ ..โชว์ฟอร์มเชียร์ทุกรูปแบบเต็มอัตราศึก-ไม่ว่าจะแปรอักษรด้วยโค้ดพับ หรือโค้ดบล็อคกับสำนวนมันๆ และฮือฮาเป็นพิเศษก็ตรงโค้ดปรบมือ-ตบแผละด้วยเพลง “รีบรุก” ผมจำไม่ได้ว่า เสร็จพิธีปิดการแข่งขันกีฬากรมพละฯ วันนั้นแล้ว เราได้ถ้วยเชียร์คู่กับสตรีวิทยาหรือเปล่า ? เพราะในความจำของผม มีเพียงว่า ..สวนกุหลาบคือที่หนึ่งเรื่องเชียร์ โดยได้รับคำชมเชยจาก อจ.โปร่ง ส่งแสงเติม ท่านอธิบดีกรมวิสามัญฯ ซึ่งเป็นประธานในพิธีปิดว่า ..สวนกุหลาบเก่งมาก
จบจากงานกีฬาดังกล่าว สต๊าฟเชียร์ฮึกเหิมขึ้นอีกมาก ..เป้าหมายคว้าถ้วยเชียร์งานจตุรมิตรฯ อยู่แค่เอื้อม เราสุมหัวกันทุกวันเวลาเย็นหลังเลิกเรียนเช่นเคย หากไม่คุยกันตรงเชิงบันไดตึกยาว ก็จะขึ้นไปมั่วสุมในห้องชั้นสองตรงหัวตึกด้านสะพานพุทธ ซึ่งอาจารย์ยกให้เป็นสถานที่เก็บอุปกรณ์ผ้าแปรอักษร และสำหรับเขียนโค้ด-ถ่ายโค้ดแปรอักษร ..เรียกกันว่า “ห้องเชียร์” (พ.ศ.นั้น-คอยเวลาบูรณะตึกยาว จึงไม่ได้ใช้เรียนหนังสือแล้ว) พวกเราชอบยกทีมซึ่งมีอยู่สิบกว่าคน ไปดูกีฬาที่มีการเชียร์ตามมหาวิทยาลัย ..จากนั้นก็จะเก็บรายละเอียดลูกเล่นต่างๆ เอามาวางแผนใช้กับการเชียร์ของเด็กสวนฯ อยู่เสมอ ส่วนงานหลักซึ่งใช้แผนปลุกระดมหัวใจเด็กสวนฯ ในโรงเรียน ยังคงดำเนินต่อไปไม่มีขาด แถมเพิ่มรสชาติด้วยการฉายหนัง 8 ม.ม.ให้เด็กสวนฯ ดูเป็นประจำที่ห้องเชียร์ซะอีกด้วย หนังแปดมิลล์ที่ว่านี่ ..อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นหนังเอ็กซ์โจ๋งครึ่ม-โป๊อล่างฉ่างล่ะ !!
เรื่องฉายหนัง มันเกิดขึ้นมาเพราะ “ไอ้ขุน-สัญญา ภูมิจิตร” มีตำแหน่งเป็นเหรัญญิกคณะกรรมการนักเรียนปีนั้น และพวกเราไปชวนให้มาเป็นเหรัญญิกของสต๊าฟเชียร์อีกด้วย ไอ้ขุนมันบ้าเชียร์เหมือนกัน ..จึงได้ลุยกันมันหยด ที่บ้านของไอ้ขุน มีกล้องถ่ายและเครื่องฉายหนังขนาด 8 ม.ม. ใช้ ..แล้วมันยังไปถ่ายหนังพิธีปิดกีฬากรมพลศึกษามาเก็บไว้ดูเล่นอีก เรียกว่ากำลังบ้ากล้องสุดๆ เราจึงวางแผนให้มันยกเครื่องฉายมาจากบ้าน แล้วใช้เวลาพักเที่ยง-ปิดห้องเชียร์ จัดฉายหนังที่ว่าให้เด็กสวนฯ ดูฟรี ผลัดเปลี่ยนกันเข้าดูเป็นรอบด้วยความยาวไม่กี่นาที เพื่อเป็นแรงใจให้เด็กสวนฯ ได้ดูผลงานที่ทุกคนช่วยกันแสดงออกบนอัฒจันทร์ แล้วก็พูดสอดแทรกด้วยปากเปล่าขณะฉายหนัง ..โน้มน้าวใจให้ทุกคนมีสปิริตเพิ่มขึ้นไปอีก แม้จะเป็นเพียงแค่เศษภาพยนตร์ แต่ในแง่จิตวิทยานั้นถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง เด็กสวนฯส่วนใหญ่หายใจเป็นเรื่องเชียร์เกือบทั้งนั้น ขณะเดียวกับที่ทีมฟุตบอลของเราก็ผงาดขึ้นมาเป็นหนึ่งในยุทธจักรลูกหนังระดับมัธยม ที่หาทีมระดับเดียวกันจับทางได้ยาก เมื่อทีมบอลเยี่ยม กองเชียร์เด่นแบบนี้ ..เราจึงถูกจับตามองเป็นพิเศษในงานฟุตบอลจตุรมิตรครั้งที่ 4 ที่กำลังจะมีขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม 2512
อย่างที่บอกไว้ว่า หากมีการแข่งกีฬาและเชียร์ที่ไหน พวกเราจะไปสังเกตการอยู่เสมอ แล้วเราก็พบว่า ..ไอ้การปรบมือแบบตบแผละนี่ เริ่มมีใช้กันแล้วในระดับมหาวิทยาลัย เพราะไปเจอเข้าที่งานกีฬากลางแจ้งของธรรมศาสตร์ในปีนั้น ผมจึงต้องกลับมาขบคิดขนานใหญ่ เพื่อรุกคืบหน้าเทคนิคด้านปรบมือนี้ให้ได้ ..สำหรับงานวันเปิดจตุรมิตรที่กำลังคืบใกล้เข้ามา เพราะในเมื่อคณะต่างๆ ของธรรมศาสตร์ทำได้ ..เทพศิรินทร์-คริสเตียน-อัสสัมชัญ ก็มีสิทธิ์ทำได้เหมือนกัน และมั่นใจว่า ในวันเปิดจตุรมิตรฯ คงต้องมีรายการ “จ๊ะเอ๋” บนอัฒจรรย์กองเชียร์ด้วยลีลาปรบมือเป็นแน่แท้ อีกทั้งที่ผ่านมา ..เทพศิรินทร์ ก็ร่วมพิธีปิดกีฬากรมพละและเห็นเราปรบมือแบบตบแผละมาแล้ว ..จะต้องปรบมือแบบตบแผละได้แน่นอน
ก่อนจะถึงวันเปิดจตุรมิตรครั้งที่ 4 ประมาณครึ่งเดือน ขณะที่แผนโค้ดแปรอักษรถูกเตรียมการไว้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะโค้ดเดี่ยวหรือโค้ดแปรอักษรร่วมกับคริสเตียน (ที่เราเปลี่ยนสลับคู่จากอัสสัมชัญเมื่อปีที่แล้ว-มานั่งอยู่ด้านทิศใต้บ้าง) ผมก็ขบคิดแก้เกมปรบมือเพลง “รีบรุก” ได้อย่างบังเอิญ !!
จากที่ผ่านมาเราแบ่งกลุ่มให้กองเชียร์ปรบมือเพลง “รีบรุก” ด้วยจังหวะ 1-2-3-4 สลับเปลี่ยนกันตามที่กำหนดไว้ในตำแหน่งที่นั่ง
กองเชียร์สวนกุหลาบ นั่งเป็นตัวอักษร ส.ก. อยู่อัฒจรรย์ด้านทิศเหนือของสนาม(OSK)ศุภชลาศัย โดยให้ชุดหนึ่งปรบขึ้นข้างบนในช่วงแรกเป็นตัวอักษร “ส.ก.” ส่วนชุดที่สองซึ่งเปรียบเป็นสีพื้น ให้ปรบมือกระแทกหัวเข่าในช่วงแรก ซึ่งมือที่ยกสูงขึ้นสลับกันแบบนี้ ทำให้เกิดเป็นตัวอักษร “ส.ก.” วูบวาบอยู่บนอัฒจันทร์กองเชียร์ และประสบความสำเร็จมากเมื่องานวันปิดกีฬากรมพลศึกษา ผมจึงเดาว่า-กองเชียร์อีกสามโรงเรียนต้องทำแบบนี้เหมือนกัน เฉพาะเทพศิรินทร์ต้องมีแน่ จึงบอกสต๊าฟโค้ดแปรอักษรไว้ว่า..ให้เตรียมโค้ดแปรอักษร “จำใครมา” เอาไว้คอยแซวเทพศิรินทร์ ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วย ..หากว่าปรบมือมือเลียนแบบที่เราเคยทำมาแล้วเมื่อครั้งพิธีปิดกีฬากรมพละฯ แล้วผมก็คิดเพิ่มชุดการปรบมือเป็นตัวอักษรจากเดิมที่มีแค่ “ส.ก.” ออกมาเป็นอักษรย่อของทั้งสี่โรงเรียนคือ “สก.-ทศ.-กท.- AC” ติดต่อกันไปไม่มีหยุด

วิธีการที่คิดได้คือ พอร้องเพลง “รีบรุก” และตบแผละจนจบเพลงเที่ยวแรกแล้ว ให้ขึ้นย้อนเที่ยวที่สองใหม่โดยปรบมือจังหวะที่สี่ ซึ่งเป็นจังหวะจบเพลงพอดีนั้นซ้ำอีกครั้งหนึ่งขณะย้อนเพลง แล้วให้ทุกคนดูโค้ดว่า การร้องเพลง “รีบรุก” ย้อนรอบที่สองนั้น ตัวเองมีโค้ดปรบมือแบบใด-เป็นจังหวะขึ้นบนหรือลงล่าง แล้วก็ปรบต่อไปจนครบเพลงเที่ยวที่สอง ซึ่งอัฒจันทร์จะปรากฏอักษร “ทศ.” วูบวาบตามจังหวะเพลงต่อเนื่องทันที พอขึ้นเที่ยวที่สามที่จะต้องใช้โค้ดตัว “กท.” ก็เบิ้ลจังหวะจบเพลงเหมือนเดิมอีก ทำไปจนครบทั้งสี่เที่ยว ก็จะได้ตัวอักษรครบหมดโดยไม่มีการหยุดเพลงเลย ด้วยแผนนี้ พวกเรามั่นใจว่า ในพิธีเปิดสนามจะกินขาดกองเชียร์โรงเรียนอื่นได้แน่นอน
เขียนถึงตรงนี้ ต้องขอย้อนไปขอบพระคุณอาจารย์หลายๆ ท่าน ที่คอยให้กำลังใจและแนะนำการทำกิจกรรมเชียร์ของเราด้วยดีมาตลอด หลังจากที่ท่านเห็นเจตนาการทำงานและความบ้าระห่ำของสต๊าฟผ่านมาหลายงาน นับแต่ต้นปี และเห็นว่าพวกเราคงไม่นำพากองเชียร์ไปเข้ารกเข้าพงที่ไหนแน่ สต๊าฟเชียร์จึงมักได้รับสัญญาณไฟเขียว อนุญาต-อนุมัติในเรื่องต่างๆ ที่เสนอขอดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมและเตรียมการสำหรับงานจตุรมิตรเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมเชียร์, การของบประมาณบางสิ่งบางอย่างเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ เป็นต้น แต่สิ่งหนึ่งที่อาจารย์หลายท่านตักเตือนพวกเราตลอดเวลาคือเรื่องการเรียนหนังสือ เพราะเห็นว่าส่วนใหญ่ทุ่มเทกับเตรียมงานเชียร์จนไม่ยอมเข้าห้องเรียนเป็นเดือนๆ ประเด็นนี้เราทุกคนบอกท่านว่า ช่วงบอลจตุรมิตรเป็นช่วงตุลา-พฤศจิกา ..การเตรียมงานล่วงหน้านั้น ตรงกับสอบ mid-year ..ไม่มีความหมายต่อผลการสอบไล่ปลายปีอยู่แล้ว (สมัยนั้นใช้วัดผลด้วยข้อสอบของกระทรวงฯ เป็นการตัดสินในตอนปลายปีเพียงครั้งเดียว ..พวกเราจึงเห็นว่าการสอบ mid-year ไม่มีความหมาย สอบไปก็ไร้ประโยชน์ แต่ก็เข้าห้องสอบแล้วแข่งกันทำเก๋ว่า ใครจะออกจากห้องสอบได้เร็วกว่ากัน..บางคนเล่นเซ็นชื่อในใบสอบปุ๊บ-ก็เดินออกปั๊บ เช่น ไอ้ป๋อง-สุริยา ทัศนียานนท์ ..เพื่อนฝูงปรบมือให้เกรียวกราว แต่อาจารย์คุมสอบตาเขียวปั้ด)
เมื่อเป็นดังว่านี้ พวกเราขอเอาช่วงเวลาดังกล่าวมาโหมทำเชียร์ให้เนี้ยบไปเลย แล้วค่อยเลิกกิจกรรมทั้งหมด ครั้นถึงต้นเดือนมกรา ..จะดาหน้าดูหนังสือ-ติวกันหั่นแหลกในช่วงก่อนสอบของกระทรวงฯ ต่อเนื่องไปจนสอบเอ็นทรานซ์ทีเดียว อาจารย์ท่านฟังเหตุผลแล้วก็ได้แต่ทำเสียง หึ-หึ ..เพราะถึงจะพูดยังไง ? ไอ้พวกบ้าเชียร์มันก็หูทวนลมซะแล้วกับคำเตือนให้ไปเรียนหนังสือ ผลพวงจากบ้าระห่ำทำเชียร์ตกมาถึงผม ในช่วงก่อนสอบไล่ปลายปีและสอบเอ็นทรานซ์ เพราะหูตาแหกขนาดนอนร้องไห้ กลัวว่าจะสอบไล่ไม่ผ่าน เนื่องจากเนื้อหาวิชาต่างๆ มันมากซะเหลือเกิน ..ทำท่าว่าจะดูได้ไม่ครบถ้วนซะด้วย ผิดกับสอบเอ็นทรานซ์ที่ดูแล้วเหมือนหมู โดยเลือกสอบเพียงสี่หมวดวิชาเท่านั้นเอง วิชาไหนไม่ได้เลือกสอบก็ทิ้งถังขยะไปได้เลย จึงขอเตือนเด็กสวนฯ ที่นั่งอ่านเรื่องนี้ว่า คิดจะบ้าทำกิจกรรมมันก็ดีในส่วนช่วยเหลือสถาบันและเป็นประสบการณ์เข้าร่วมสังคมต่อไปในภายหน้า แต่ทั้งหมดจะต้องอยู่บนพื้นฐานความพอดี แบ่งเวลาให้ถูกต้อง ซึ่งการรู้จักบริหารเวลา จะทำให้เราติดเป็นนิสัย สามารถนำไปใช้ในชีวิตการงานต่อไปภายภาคหน้าได้เป็นอย่างดี อย่างผมในตอนนี้ มีงานมากมายหลายอย่างที่ต้องทำเกือบจะพร้อมๆ กัน แต่เมื่อแบ่งเวลาแบ่งเรื่องราวได้ถูกต้อง ทุกอย่างก็สำเร็จได้เท่าเทียมกัน ..ไม่เกิดผลเสียหายในภายหลัง
ก่อนจะถึงงานวันเปิดจตุรมิตร มีสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด สำหรับประกอบความคมชัดของการเชียร์ด้วยโค้ดปรบมือ นั่นคือ..การสวมเสื้อเชียร์!! ประเด็นนี้ ..สต๊าฟเชียร์ใช้กลยุทธ์จูงใจเด็กสวนฯ ให้มีส่วนร่วมเหมือนเคย ด้วยการเปิดประกวดแบบเสื้อเชียร์ ที่ทุกคนมีสิทธิ์ส่งแบบเข้ามาร่วมได้ แล้วสต๊าฟจะคัดเลือกเอามาในรอบแรกจำนวน 8 แบบ เพื่อเปิดให้ลงคะแนนเสียงกันทั้งโรงเรียน ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี แบบเสื้อที่ได้รับการลงคะแนนเสียงมากที่สุดนั้น.. (ที่จริงมีการลงไพ่ไฟใส่คะแนนให้แก่แบบที่สต๊าฟเชียร์หมายตาเอาไว้แล้ว) ดูเรียบง่าย เป็นแบบคอกลมแขนยาว สีขาว มีขลิบสีชมพู-ฟ้าที่คอ พิมพ์ตราโรงเรียนที่เหนืออกข้างซ้าย ปลายแขนทั้งสองข้างจั๊มผ้ายืดสีชมพู-ฟ้า ..ดูแล้วไม่สะเหร่อเท่าไหร่ แต่ปรากฏว่า-ไปสะเหร่อในสายตาของอาจารย์เข้า เฉพาะอย่างยิ่ง อาจารย์ลลิดา ธนพุทธิ ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ฝ่ายบริหาร ท่านยืนยันเด็ดขาดว่า..เสื้อเชียร์สวนกุหลาบ จะต้องใช้สีชมพูเท่านั้น ไม่มีทางเปลี่ยนไปใช้สีอื่นเด็ดขาด ..ประเพณีที่รุ่นพี่เขาทำกันมานานนมนั้น ใช้สีชมพูมาตลอด ..จะทำลายทิ้งไม่ได้ !! เอาแล้วสิ เจอของแข็งเข้าให้แล้ว ?!?
สต๊าฟทั้งหมดประชุมกันเครียดและมีมติให้ส่ง “ไอ้ตั้ม-ชาญวิทย์” ประธานนักเรียนแต่แฝงตัวอยู่ในสต๊าฟเชียร์กับ “ไอ้ขุน-สัญญา” เหรัญญิก กรรมการนักเรียนและสต๊าฟเชียร์ ซึ่งพิจารณาแล้ว่า-ทั้งคู่นี้ปากหวาน พูดจามีเหตุมีผล ขึ้นไปเจรจากับอาจารย์ลลิดา และยืนยันว่าเราจะทำเสื้อเชียร์ตามแบบที่ชนะประกวดมา คือ-ตัวเสื้อเป็นพื้นสีขาว โดยจะคงสีชมพู-ฟ้าประดับไว้ตรงคอและปลายแขนเช่นเดิม ผลการเจรจารอบแรก ไอ้สองคนมันกลับมาบอกพวกเราว่า ..อาจารย์ไม่ยอมว่ะ เผชิญมุมอับแบบนี้ เรื่องราวทำท่าจะลุกลามไปใหญ่ เพราะไม่รู้มีใครออกไอเดียว่า ให้เอาม็อบนักเรียนเข้าชน โดยถือว่าแบบเสื้อที่จะใช้นั้น ได้มาจากพื้นฐานประชาธิปไตย เป็นเสียงส่วนใหญ่ของนักเรียนทั้งโรงเรียน หากไม่ทำตามแบบที่ได้ออกเสียงมา จะกลายเป็นการเหยียดหยามศักดิ์ศรีของนักเรียน ..ว่าเข้านั่น !! ผมเลยบอกเพื่อนๆ ว่า กูเอง..กูจะไปเจรจากับอาจารย์เอง หลายคนไม่เห็นด้วย พวกมันบอกว่า .. ไอ้เหน่มันปากหมาขขวานผ่าซาก ขืนให้ไปพูดกับอาจารย์-วงแตกแน่ !! ผมตอบทุกคนว่า กูนี่แหละจะไปบอกอาจารย์ว่าเป็นเทคนิคเกี่ยวกับการปรบมือที่เรานำมาใช้และต้องใส่เสื้อแบบนี้ ผมตอบเพื่อนไปด้วยคำพูดแบบนั้น ทั้งๆ ที่ไม่รู้เหมือนกันว่าพูดออกไปได้อย่างไร?? ทุกคนเลยลงมติว่า-โอเค.มึงเป็นหัวหน้าฝ่ายเทคนิคอยู่แล้ว ผมเดินขึ้นไปบนห้องทำงานของอาจารย์ลลิดา ในใจก็นึกคำพูดไปด้วยว่า จะพูดอย่างไรดีวะ?? พลันความคิดก็แล่นเข้ามาในสมองแบบเจ้าเล่ห์ สามารถหาทางออกได้สดใส ผมบอกกับอาจารย์ลลิดา ซึ่งรับผิดชอบ-เสาะหาร้านค้ามารับจ้างทำเสื้อเชียร์ว่า…“ในเมื่อกิจกรรมเชียร์ของสวนกุหลาบ ต้องใช้การประหยัดมาตั้งแต่ต้น พวกผมไม่เคยมีโอกาสได้รับงบประมาณสนับสนุนเหมือนชมรมอื่นๆ แต่เราก็ทำเชียร์กันแบบมัธยัสถ์มาตั้งแต่ต้นปี และอาจารย์ก็รู้ว่าสวนกุหลาบประสบผลสำเร็จมาทุกงาน เฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคการปรบมือประกอบเพลงที่เราเอามาใช้ ..นั่นคือพื้นฐานที่เกิดขึ้นมาจากการประหยัด-มัธยัสถ์ของพวกเรา โดยไม่ต้องไปซื้อหาอุปกรณ์ผ้าหรือกระดาษสีมาใช้ประกอบแบบโรงเรียนอื่นๆ และจากความจริงที่อาจารย์เห็นมานั้น ..การปรบมือบนอัฒจันทร์ให้มองเห็นเป็นตัวอักษรขึ้นมาได้ ก็เพราะเราสวมเสื้อนักเรียนสีขาวแขนสั้นไปเชียร์ เมื่อปรบมือปุ๊บ แขนเปลือยๆ ของแต่ละคนซึ่งมีสีเนื้อค่อนข้างดำแดง มันไปวูบวาบตัดกันกับเสื้อสีขาว ตำแหน่งโค้ดต่างๆ ที่กำหนดไว้ มันก็ปรากฏแก่สายให้เห็นในระยะไกลได้ ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงกำหนดให้เสื้อเชียร์ปีนี้เป็นสีขาว เพื่อโชว์ฟอร์มการปรบมือให้คนดูได้เห็นอย่างคมชัดที่สุดครับ” ผมพูดให้อาจารย์ฟังแบบไม่ติดขัด แต่คงจะไม่เหมือนกับที่เรียบเรียงย้อนหลังมาให้อ่านตามนี้แน่ เพราะวันเวลามันผ่านมาถึงยี่สิบห้าปีเข้าไปแล้ว ..แต่ขอยืนยันว่า คำพูดที่เขียนมา-หากไม่ใช่ก็ใกล้เคียงแหละครับ
อาจารย์ลลิดาฟังอย่างสงบ แล้วย้อนถามชนิดที่ผมเซ่อเหมือนกันว่า “เธออธิบายให้ครูฟังได้แจ่มแจ้งดีจ้ะ แต่เมื่อเธอบอกว่าจะต้องใช้แขนสีเนื้อดำแดง ไปตัดกับเสื้อสีขาว แล้วทำไมแบบเสื้อถึงได้ออกมาเป็นแขนยาวล่ะ?”ทันทีนั้น-ความกะล่อนก็แว่บเข้ามาในสมองเพื่อนั่งยันนอนยันอีกว่า“ที่เป็นเสื้อแขนยาวนั้นเก็บไว้จุ๊ยครับ พอขึ้นอัฒจันทร์เชียร์ เราจะประกาศให้ทุกคนพับแขนเสื้อขึ้นไปเหนือข้อศอก อันนี้เป็นลูกเล่นให้ตื่นตานิดหน่อย เก็บเอาไว้ไซโคกองเชียร์ได้อีกอย่างหนึ่งครับ” เที่ยวนี้อาจารย์ลลิดาพยักหน้าช้าๆ อย่างเข้าใจ หรือเห็นแววกะล่อนของผมก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ระหว่างอาจารย์ลลิดากับผม มีอันต้องไม่เจอะเจอกันไปนาน กระทั่งปิดงานจตุรมิตรแล้ว เพราะท่านปิดท้ายการเจรจาในวันนั้นว่า…
“ ..เธอทำหน้าที่ผู้นำที่ดี แต่เธอกำลังมีรูปแบบผู้นำนักเรียนที่ไม่ดี เพราะผมเธอยาวมาก (ที่จริงมันยาวระต้นคอเพียงเล็กน้อย) ไปจัดการซะ ..ไม่งั้นครูจะทำโทษเธอ หากเห็นผมของเธอยาวแบบนี้ในครั้งหน้า”
ผมรับฟัง ..แต่รู้สึกเฉยๆ ..แล้วก็ไม่ปฏิบัติตามซะด้วย เส้นทางของอาจารย์ลลิดา กับผม จึงเป็นเส้นขนาน ไม่เจอะเจอกันนานกว่าสามเดือน ตลอดระยะเวลาช่วงนั้น เพราะผมวูบหลบทุกครั้ง..ที่เห็นท่านเดินมาแต่ไกล
พิธีเปิดสนามจตุรมิตรครั้งที่ 4 มาถึง ..ทุกอย่างพร้อมแล้วกับการโชว์ฟอร์มเชียร์ เรื่องแปรอักษรนั้นกลายเป็นของธรรมดาไปแล้วสำหรับพวกเรา เพราะทุกคนเล็งไปที่การปรบมือ-ตบแผละ ที่ซักซ้อมกันได้มากพอสมควร ผมยังไม่ค่อยแน่ใจนักในส่วนของจังหวะปรบมือ ที่ต้องตบเบิ้ลซ้ำระหว่างรอยต่อเพลงเที่ยวที่หนึ่ง-ไปสอง-ไปสามจนครบสี่ ..จึงบอกให้ “ไอ้บัง-มานิค” กับ “ไอ้จุด-เกษมศักดิ์” เพื่อนเชียร์ลีดเดอร์ ไปยืนปรบมือเป็นตัวอย่างให้กองเชียร์ปรบตาม-อยู่หน้าอัฒจันทร์ เพื่อป้องกันมิให้กองเชียร์ไขว้เขวอีกด้วย แล้วก็เป็นไปตามที่ผมพะวง เมื่อเริ่มต้นเพลง “รีบรุก” โชว์ฟอร์มครั้งแรกนั้น ..สะดุดล่ม-คะมำ-คว่ำไม่เป็นท่า ผมแก้เกม กลบเกลื่อนไม่ให้กองเชียร์โรงเรียนอื่นรู้ทันที ..รีบโดดออกมา “บูม-สวนฯ” ซะหนึ่งครั้ง แล้วยืนพูดปลุกระดมกองเชียร์ใหม่ โดยขอให้ทุกคนตั้งใจท่องโค้ดของตัวเองว่า-แต่ละคนจะต้องปรบมือโค้ดอะไรบ้างในการร้อง “รีบรุก” ครบทั้งสี่เที่ยว ..แล้วให้จำไว้จนตายเลย !! เพราะตอนนี้ทุกคนสวมบทบาทนั่งในตำแหน่งที่ถูกกำหนดไว้ไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว จนกว่าจะจบการแข่งขันในวันนี้ ..จึงค่อยทิ้งมันออกไปจากสมอง พอเริ่มต้น “รีบรุก” ใหม่เป็นครั้งที่สอง คราวนี้ทุกอย่างแม่นเป๊ะ ตัวอักษรย่อทั้งสี่สถาบันวูบวาบต่อเนื่องกันไปจนครบทั้งสี่เที่ยวไม่มีหลุดเฟรม แต่ระหว่างที่กำลังโชว์ฟอร์มอยู่ในเที่ยวที่สาม-สี่นั้น เสียงคนดูจากอัฒจันทร์ด้านมีหลังคาดังฮือฮามาก และฮือฮาต่อเนื่องขึ้นไปอีก ..ซึ่งผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะมัวแต่ลีดด์นำกองเชียร์อยู่โดยตลอด ..จนครบ 4 เที่ยวแล้วจึงหันกลับไปดู ที่ไหนได้ ..บนอัฒจันทร์กองเชียร์เทพศิรินทร์ดันทะลึ่งแปรอักษรคำว่า “จำใครมา?” ย้อนรอยเราเองซะแล้ว ..โค้ดที่เราเตรียมเอาไว้จะแซวเขา-จึงเป็นหมันไป ต้องยอมรับความหัวไวของเทพศิรินทร์ในปีนั้น ที่มี “ไอ้หน่อย-อภิชาต โพธิไพโรจน์” เป็นหัวโจก (ปัจจุบันเจอกันในแวดวงอาชีพก็เกทับบลี๊ฟกันอยู่บ่อยๆ ด้วยเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นขอให้เด็กเทพฯ ที่มักจะเถียงอยู่เสมอว่าใครเป็นโรงเรียนแรกที่คิดปรบมือ ก็ให้ไปถาม “ไอ้หน่อย” คนนี้ดูเหอะ และเมื่ออ่านเรื่องนี้จบ ก็จะรู้ถึงขั้นตอนการปรบมือเป็นกังหันหมุนต่อไปได้ดี ..ว่ามีกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร??) ในวันนั้นเทพศิรินทร์ปรบมือตบแผละเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยฮือฮาเหมือนของสวนฯ เพราะปรบมืออยู่ได้เพียงอักษรชุดเดียว ไม่ต่อเนื่องแบบสวนกุหลาบ ที่ครบถ้วนทั้ง 4 ชุดติดกันไปไม่มีหยุด ส่วนคริสเตียน-อัสสัมฯ นั้น ไม่ได้สนใจเรื่องปรบมือ เพราะใช้นักเรียนระดับชั้นประถมมาเป็นกองเชียร์ซะเป็นส่วนมาก ..การทำความเข้าใจกับโค้ดปรบมือแบบนี้ จึงยากเอาการกับสมองน้อยๆ ของพวกเขา
เสร็จงานจากวันเปิด เราต้องมาเตรียมงานในวันปิดที่จะต้องเจ๋งจริงๆ เพราะนอกจากผู้ชมจะมีจำนวนมากแล้ว พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา รมช.กระทรวงศึกษาฯ จะมาเป็นประธานในพิธีอีกด้วย ที่สำคัญ ..จะประกาศผลถ้วยเชียร์ดีเด่น และแจกควบไปกับถ้วยชนะเลิศฟุตบอลที่ยังไม่รู้ว่าใครจะได้เข้าชิง ? การแข่งขันที่เหลืออีกสองนัด เป็นการแข่งทำคะแนนสะสม ..กองเชียร์แต่ละโรงเรียนจึงไปดูไปเชียร์ตามใจชอบ ไม่ค่อยฟู่ฟ่าเท่าไหร่ เพราะตรงกับช่วงปิดเทอมกลางปีพอดี ช่วงระยะเวลาที่คอยให้ถึงวันปิดนี่ เรายังคงวางแผนการเชียร์เหมือนเดิมทุกอย่าง ปลุกระดมนักเรียนสวนฯ ด้วยรูปแบบเดิมไม่มีอะไรพิเศษ เว้นแต่เน้นการฉายหนังที่ถ่ายทำมาเพิ่มเติม มีการตัดต่อเอาช่วงไฮไลท์ของฟุตบอลมารีเพลย์ให้มันๆ สอดแทรกเทปเสียงเพลงประกอบไปกับหนังให้เร้าใจขึ้นมาอีกหน่อย ที่ฮือฮาปรบมือเป่าปากกันเฟี้ยวฟ้าวทุกครั้ง ..ก็ตรงช้อตยาวเหยียดที่ “ชายน้อย สงเคราะห์” ศูนย์หน้าตัวกลั่นของเรา กระชากลากเลื้อยบอลจากแดนหลัง ลุยเดี่ยวไปพังประตูฝ่ายตรงข้ามอย่างสุดสวย “ไอ้น้อย” ทำได้ยังกับเปเล่แน่ะ !!
การประเมินผลเชียร์ในวันแรก ทุกอย่างดูดีไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเสียงเชียร์ ระเบียบวินัยต่างๆ ..ด้านแปรอักษรไม่ว่าจะโค้ดเดี่ยวหรือโค้ดร่วม ทุกอย่างเพอร์เฟคต์มาก เหลือเพียงอย่างเดียว ..เทคนิคการปรบมือ ที่ถือว่ามาถึงทางตันแล้ว เพราะ-ในวันเปิดงานนั้น เทพศิรินทร์ก็ทำได้เหมือนเป๊ะ เหลือแต่เพียงยังไล่ตามไม่ทันเรา-ที่ปรบยาวรวดเดียวได้อักษรย่อสี่ชุดบนอัฒจันทร์ เชื่อว่า วิธีปรบมือดังกล่าว เลียนแบบตามอย่างได้ไม่ยาก และเทพศิรินทร์ (ผสมกับนักเรียนร.ร.สายปัญญาที่มาช่วยเสริมจำนวนกองเชียร์แปรอักษรในปีนั้นด้วย) จะต้องไล่ตามทันพวกเราในวันปิดจตุรมิตรแน่นอน หน้าที่แก้เกมตกมาถึงผมอีกเหมือนเคย เพราะทะลึ่งถูกอุปโลกน์ให้เป็นฝ่ายเทคนิคควบอีกตำแหน่งด้วย ผมใบ้กิน คิดอะไรไม่ออกไปหลายวัน และหงุดหงิดกับการเร่งหาไอเดียเป็นอันมาก แต่แล้ว…เหมือน “หลวงปู่สวนกุหลาบ” กับล้นเกล้าฯ “พระพุทธเจ้าหลวง” จะทรงช่วยเด็กสวนฯ ให้รอดพ้นมุมอับจากปัญหาต่างๆ อยู่เสมอ เพราะหลังจากแข่งครบ 3 แมทช์ โดย-สวนกุหลาบได้เข้าชิงกับคริสเตียน และใกล้ถึงวันปิดเข้ามาเต็มทน แต่ผมยังหาลูกเล่นใหม่มาใช้ไม่ได้นั้น บังเอิญเหลือเกินที่มีดีเปรสชั่นเข้ามากระหน่ำกรุงเทพฯ พอดี เป็นเหตุทำให้เกิดน้ำท่วมสนามศุภฯ และพื้นที่อื่นๆ ในกรุงเทพฯ อีกหลายแห่ง รวมทั้ง ร.ร.สวนกุหลาบก็หนีไม่พ้นน้ำท่วม กำหนดวันปิดจตุรมิตรจึงเลื่อนออกไปอีกสิบวัน เป็นวันที่ 11 พฤศจิกายน 2512 ..ผมยังพอมีเวลาที่จะคิดหาทางแก้เกมได้อีกหน่อย..เฮ้อ !! แล้วก็ถึงกำหนดเวลาเปิดเรียนในภาคสอง หลังจากน้ำแห้งพอดีเหมือนกัน วันหนึ่ง-หลังจากเปิดเรียนได้สองสามวัน ขณะที่พวกเรากำลังมั่วสุมเล่นบอลพลาสติก ที่ช่องแคบหัวตึกยาวกับตึกสามัคยาจารย์ เป็นกิจวัตรประจำวันอยู่นั้น ผมนั่งดูเพื่อนๆ เล่นอย่างสนุกสนาน สลับกับเหม่อมองไปที่โรงฝึกงานวิชาไฟฟ้า ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังตึกสามัคยาจารย์ ที่พวกเราเคยเรียนและฝึกภาคปฏิบัติวิชานี้ เมื่อครั้งอยู่ชั้น ม.ศ.2 (บริเวณนั้น-ปัจจุบันกลายเป็นสระว่ายน้ำ-สุนทร คงสมพงษ์-ไปแล้ว) วิชาไฟฟ้าภาคปฏิบัติ ซึ่งสอนโดย “ครูชัยวุฒิ บุญเจริญ” ที่เราเคยเรียนนั้น มีอยู่ส่วนหนึ่งที่สอนเรื่อง “ไฟกะพริบวิ่งเป็นวงจร 1-2-3”
แล้วความคิดก็แว่บเข้ามาในสมองทันทีว่า..หากให้กองเชียร์ปรบมือตามโค้ดที่เราเขียนกำหนดไว้ตามตำแหน่ง เหมือนกับการต่อสัญญาณเข้าขั้วหลอดไฟฟ้า ไล่เรียงไปเป็นหลอดที่-หนึ่ง-สอง-สาม ซึ่งทำให้หลอดไฟเปิดสว่าง สลับกันไปตามวงจร 1-2-3 นั้น จังหวะการปรบมือที่ยกขึ้นมา ก็น่าที่จะไล่เรียงไปเหมือนกับหลอดไฟฟ้าเปิดสว่าง ..วิ่งเป็นวงจรได้เหมือนกัน ผมรีบเรียบเรียงเรื่องราวในสมองทันทีว่า..แล้วจะใช้เพลงอะไร? ที่จะนำมาใช้ประกอบการปรบมือให้เป็นวงจรแบบนี้ ได้เหมาะเจาะที่สุด ลองนั่งเคาะจังหวะหาเพลงเชียร์ที่มีอยู่ ก็ตรงตัวเป๊ะกับเพลง “มาร์ชชมพู-ฟ้า” หรือ “สีงามฯ” ต้นตระกูลเพลงเชียร์ประจำโรงเรียนพอดี ผมกระโดดด้วยความดีใจเหมือนกับที่ “อาคีมีดีส” ร้องตะโกนว่า “ยูเรก้า” ยังไงยังงั้นเลยละ !!
แล้วผมก็โดดออกมาตะโกนบอกเพื่อนๆ สต๊าฟเชียร์ ให้หยุดเล่นบอลชั่วคราว ..มาช่วยทดลองความคิดชองผม-ที่แว่บขึ้นมานี้หน่อย เพื่อนแต่ละคนกำลังสนุกกับเกมบอลพลาสติก ..มันจึงไม่สนใจคำขอของผมแม้แต่คนเดียว จนผมต้องไปดึง “ไอ้ชิต-ครรชิต ผิวนวล” (ปัจจุบันเป็นด๊อกเตอร์-นักวิชาการอิสระอยู่ที่ USA) ซึ่งถูกอุปโลกน์ให้เป็นหัวหน้าสวัสดิการ ..โดยบอกว่า “มึงบอกให้พวกมันหยุดก่อน ..กูหาไอเดียเชียร์ในวันปิดจตุรมิตรได้แล้ว” ไอ้ชิตยอมจัดการตามคำขอ และระบุแก่ทุกคนว่า-ต้องฟังไอ้เหน่มันหน่อย
ผมจึงจับพวกเราที่มีอยู่ราวๆ ยี่สิบคน ไปนั่งที่บันไดขึ้นตึกสามัคยาจารย์ โดยแบ่งเป็นสองแถวๆ ละ 9 คน แล้วระบุตัวพวกมันให้มีตำแหน่งเป็นโค้ดเบอร์หนึ่ง-สอง-สาม ไล่ไปตามลำดับจนครบ ..โดยไม่บอกว่าทำอะไร? แล้วให้พวกมันร้องเพลง “สีงามฯ” โดยจังหวะตบมือครั้งแรก-ตอนเริ่มเพลงนั้น ให้คนที่เป็นเบอร์หนึ่ง ปรบมือระดับหน้าอก พอจังหวะสอง-สาม ให้ปรบมือกระแทกที่หน้าขา ส่วนคนเบอร์สอง-ปรบมือจังหวะแรกที่หน้าขา แล้วยกขึ้นมาระดับอกในจังหวะปรบมือครั้งที่สอง จากนั้นกลับมาปรบมือกระแทกที่หน้าขาในจังหวะที่สาม และสุดท้ายคนเบอร์สาม ให้ปรบมือจังหวะหนึ่งและสองกระแทกที่หน้าขา พอถึงจังหวะสามให้ยกขึ้นมาปรบระดับหน้าอก ให้ทุกคนปรบมือแบบนี้ไปตลอด หนึ่ง-สอง-สาม ซึ่งเท่ากับว่า จะมีอยู่ครั้งหนึ่งของแต่ละคน ที่ยกมือขึ้นมาระดับหน้าอก ส่วนสองครั้งที่เหลือกระแทกหน้าขา ..ไล่ไปกระทั่งร้อง “สีงาม” ครบจบเพลง แต่ละคนยังงุนงงกับไอเดียของผมอยู่ ผมจึงบอกว่า-พวกมึงไม่ต้องสงสัย มึงทำตามที่กูบอกก็แล้วกัน แล้วผมก็เรียก “ไอ้ชิต” กับ “ไอ้เส็ง-พงศ์ธร” หัวหน้าโค้ดแปรอักษรมาอธิบายความคิดของผม ซึ่งทั้งคู่ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ จบคำอธิบายเรียบร้อย ผมเริ่มต้นร้องนำเพลง ให้ไอ้พวกตัวทดลองกองเชียร์ร้องและปรบมือตามที่ระบุไว้ ซึ่งแน่นอนว่ามันรวนเรกันมากในช่วงแรก ผมเปลี่ยนแผนใหม่ เพราะมองยังไงก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นภาพวงจรไฟฟ้าวิ่งได้ จึงเปลี่ยนให้พวกมันปรบมือขึ้นเหนือศีรษะแทนการปรบอยู่ระดับหน้าอก แต่ก็ยังมองไม่ออกอยู่ดี “ไอ้เส็ง” เริ่มต้นเถียงกับผมว่า ..มันไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะมันไม่ใช่แสงสว่างที่จะเห็นด้วยตาธรรมดา ผมจึงบอกว่า-ตามแนวทางทฤษฎีนั้นมันเหมือนกัน ..ขอให้คอยอีกสักแป๊บนึง พอได้เวลาทุ่มกว่าๆ มึงกับกูออกไปยืนดูแผงไฟโฆษณาโปรแกรมหนัง หน้าโรงเอ็มไพร์ด้วยกันดีกว่า ..แล้วมึงจะได้เห็นอย่างจะๆ พวกเราทั้งฝูงนั่งคอยอยู่จนฟ้ามืด ได้เวลาหน้าโรงหนังเอ็มไพร์เปิดไฟโฆษณาแล้ว จึงยกโขยงเดินไปหยุดยืนพินิจพิจารณาและถกเถียงทฤษฎีกันอยู่นานเป็นชั่วโมง และตกลงกันว่า ..พรุ่งนี้-จะรีบขออนุญาตพิเศษ นำพาเด็กนักเรียนระดับชั้นใดชั้นหนึ่งมาซ้อมเชียร์ระบบนี้
ผมนำไอเดียนี้มาปรึกษา ครูวรศักดิ์-ซึ่งสอนวิชาไฟฟ้าในวันรุ่งขึ้น ท่านบอกว่าเออ-มันก็น่าจะเป็นไปได้ ส่วนไอ้อู๋-ประธานเชียร์ รีบทำเรื่องขอซ้อมเชียร์ด่วน เสนอขออนุญาตจากอาจารย์วินัยด้วยเหตุผลวิลิศมาหราทันที เราได้ไฟเขียวให้นำนักเรียนชั้นอะไรจำไม่ได้แล้ว มาเข้าห้องประชุมใหญ่ใต้ถุนอาคารพระเสด็จฯในบ่ายวันนั้น

ภาพภายในหอประชุมขนาดจุ 1,000 คน ชั้นล่างอาคารพระเสด็จฯ ซึ่งใช้เป็นสถานที่ประเดิมทดสอบโค้ดปรบมือเพลง “สีงาม” ..ก่อนนำพาไปสู่ความสำเร็จในอีกไม่กี่วันถัดมา
ผมขึ้นแป้นอธิบายเรื่องราว และให้สต๊าฟทั้งหมดช่วยกันอธิบายวิธีการปรบมือ โดยกำหนดแบ่งแถวกองเชียร์ให้เป็นหนึ่ง-สอง-สามสลับกันไป มีลีดเดอร์นำเพลงและนำปรบมือตามตัวอย่าง โดยขอให้ทุกคนปรบมือขึ้นเหนือศีรษะแทนระดับหน้าอกไปก่อน การซ้อมเที่ยวแรกยังไม่ดีนัก ต่อไปค่อยดีขึ้นๆ แต่สต๊าฟเชียร์ก็ยังสุมหัวช่วยกันคิดอยู่เหมือนเดิม แต่ผมมั่นใจว่าเทคนิคปรบมือแบบนี้จะต้องออกมาฮือฮาในวันปิดจตุรมิตรแน่นอน
เราใช้เวลาที่เหลือ เร่งเขียนโค้ดภาพแบ่งส่วนบนอัฒจันทร์เป็นเสี้ยวๆ ไว้แบบหนึ่งๆ กับกันเหนียวด้วยภาพวงกลมซ้อนกันจากใจกลางออกมายังขอบนอกอีกแบบหนึ่ง แล้วรีบถ่ายทอดออกเป็นโค้ดประจำตัวสำหรับแต่ละคนที่จะนั่งบนอัฒจันทร์ การซักซ้อมกองเชียร์ในเวลาที่เหลือนั้น ผมต้องการให้ทุกระดับชั้นได้มีโอกาสซ้อมการปรบมือสูตรนี้อย่างถ้วนหน้า เพื่อเป็นตัวตายตัวแทนกันได้ทั้งโรงเรียน เพราะหากจำนวนกองเชียร์ขึ้นอัฒจันทร์ไม่ครบจำนวนหนึ่งพันคนตามที่วางแผนไว้ ..งานนี้มีสิทธิพังได้ !! อาจารย์ใหญ่อนุมัติให้เป็นพิเศษสำหรับแผนซักซ้อมปรบมือ ..ผมแหกตากองเชียร์ว่า นี่คือแผนถล่มคู่ต่อสู้ฝ่ายตรงข้ามที่จะต้องสะเทือนถึงดวงดาว ขอให้ร่วมมือซักซ้อมกันให้เต็มที่หน่อย ที่สำคัญ-ขอให้เก็บเป็นความลับ ห้ามแพร่งพรายให้ใครนอกโรงเรียนรู้โดยเด็ดขาด แม้แต่แฟนที่อยู่ต่างโรงเรียนไม่เกี่ยวกับจตุรมิตรก็ห้ามบอก แต่สามารถคุยได้ว่า เรามีทีเด็ดในวันปิด ให้ไปคอยดูได้เลย
การซักซ้อมระดับชั้นอื่นๆ ไม่มีปัญหา มากวนประสาทอยู่ที่ชั้น ม.ศ.5 พวกเดียวกันเอง เพราะไอ้พวกเรียนห้องคิงส์หลายคนมันยันว่า ไม่น่าจะสำเร็จ และหาว่าผมเพ้อฝันบ้าๆ ถ้าหากพังขึ้นมาจะเอาหน้าไปมุดตูดหมาที่ไหน ?? คำหลังนี่ “ไอ้โค้ด-วิทยา อาชวเมธี” นักเรียนห้องคิงส์และเป็นศูนย์หน้าฟุตบอลโรงเรียนด้วยลีลาการเตะบ้าๆ บอๆ ..มันถากถางผมเอาไว้ การซ้อมปรบมือโค้ดใหม่ของเราสร้างความฮือฮากันทั้งโรงเรียน ..บรรดานักฟุตบอลที่จะต้องลงชิงชนะเลิศก็พากันตื่นเต้น โดยเฉพาะ “ไอ้โด๊ะ-ชัยฤทธิ์ เอกเผ่าพันธุ์” ปีกซ้ายตัวฉกาจ, “ไอ้ก๊อง-วิรัช ชาญพานิชย์” แบ็คมหาประลัย, “ไอ้จิ๋ม-จำรูญ รื่นรมย์” กองกลางคลาสสิค, “ไอ้น้อย-ชายน้อย สงเคราะห์” กองหน้าตีนระเบิด, ชาลี เอมะศิริ, สินธ์ชัย พิชิตกุล, สุดชาย ทุมมานนท์ เชิดศักดิ์ สืบพันธุ์ ฯลฯ พวกมัน-ต่างช่วยผมลุ้นแผนนี้กันเป็นแถว เพราะในเชิงบอลนั้น ทีมเราเป็นต่ออยู่หลายขุม ..น่าจะเป็นแชมป์ได้ไม่ยาก
แล้วจตุรมิตรรอบชิงก็มาถึง ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดที่เราวางไว้ มียุ่งยากนิดหน่อยก็ตรงที่กองเชียร์ของเราขาดไปร่วมร้อยคน ผมบ่นกับเพื่อนๆ ว่า มันหายไปไหนหมดวะ แล้วฝากให้ “ไอ้ชิต” พาพวกไปค้นหาตามมาจากอัฒจันทร์ผู้ชมทั่วไป ..บอกให้เด็กสวนฯ มาช่วยกันหน่อย เสียเวลาอยู่นานพอควร กว่าจะตามมานั่งเชียร์ได้ครบจำนวน ..โดย “ไอ้จ้อย-อุดมศักดิ์” กับ “ไอ้ร็อค-ธงชัย อินทุวิศาลกุล” สต๊าฟเชียร์อีกคนหนึ่งมาบอกผมว่า..พวกที่หนีไปนั่งอัฒจันทร์อื่นนั้น มันหัวหมอ ..อยากดูภาพที่กองเชียร์ของเราจะปรบมือออกมาว่า สวยสดงดงามแค่ไหน ..แล้วมันสองคนก็จะหนีไปนั่งดูอยู่ไกลๆ เหมือนกัน
พอเริ่มต้นเชียร์…ผมใช้วิธีอ่อยเหยื่อด้วยการปรบมือตบแผละแบบเดิมล่อไปก่อน ..แล้วก็ถูกถากถางกลับมาจากเทพฯ และอัสสัมฯ ด้วยคำแปรอักษรบนอัฒจันทร์ตรงข้าม ..พร้อมกับปรบมือเลียนแบบได้เหมือนเป๊ะตามคาดไว้ ไอ้พวกใจร้อนในสต๊าฟ พร้อมทั้งอาจารย์ที่มาช่วยลุ้นหน้ากองเชียร์ อาทิ อจ.วรรณิศ, อจ.สรศักดิ์, อจ.วิฑูรย์ ฯลฯ เดินมาบอกว่า ..น่าจะปล่อยทีเด็ดได้แล้ว แต่ผมบอกว่าคอยให้ รมช.พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา มาถึงก่อน ค่อยโชว์ตอนนั้นดีกว่า-สะใจดี ครั้นได้เวลาประธานมาถึง พิธีการต่างๆ ผ่านไปเรียบร้อย ..ฟุตบอลคู่ชิงกำลังจะเริ่ม ผมประกาศหน้ากองเชียร์ให้ทุกคนเตรียมพร้อมใช้แผนปรบมือ “สีงาม” ทันที ผมยังปอดแหกกลัวพังเหมือนครั้งก่อนอีก จึงแก้เกมเผื่อเหนียวไว้ก่อน โดยบอกให้ “ไอ้บัง-ไอ้จุด-ไอ้อู๊ด” สามเชียร์ลีดเดอร์ ไปยืนปรบมือเป็นโค้ดเบอร์หนึ่ง-สอง-สาม ตามลำดับ เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่กองเชียร์ หากมีใครหลงจังหวะ จะได้ดูและปรบมือตามตัวอย่างที่ทั้งสามปรบมือนำอยู่นั้น ส่วนผม..อะแฮ่ม-ต้องลีดด์นำเพลงนี้ด้วยตนเอง
ทุกอย่างพร้อม ..การแข่งขันฟุตบอลเริ่ม-ผมก็เริ่มต้นนำเพลงทันทีเหมือนกัน
“สีงามอร่ามหรูชมพูฟ้า งามยั่วยวนชวนประชาให้เห็นเด่น…”ผมวาดท่าทางลีดด์พร้อมกับแหกปากร้องนำไปด้วย ..ส่วนสายตานั้นจับอยู่ที่กองเชียร์ข้างบนอัฒจันทร์ มองเห็นเพียงความวูบวาบๆ ลางๆ เท่านั้น เหลือบมองสามเชียร์ลีดเดอร์ที่กำลังปรบมือเป็นตัวอย่าง ยังคงทำหน้าที่เช่นเดียวกับผม ..เหลือบไปดูเพื่อนๆ สต๊าฟเชียร์แถวหน้ากองเชียร์ มันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้..เหลือบอีกที-ไปดูพวกสวัสดิการสามสิบกว่าคน ที่อยู่ข้างกองเชียร์บนอัฒจันทร์ มันหายไปไหนหมดอีก ก็ไม่รู้?? ผมก้มหน้าก้มตาลีดด์นำเพลงต่อไป ถึงประมาณกลางเพลงแล้ว ก็ได้ยินเสียงหึ่งฮือฮาดังมาจากที่นั่งคนดูฝั่งอัฒจันทร์มีหลังคา สักพักหนึ่งก็ได้ยินเสียงแบบเดียวกันดังมาจากอัฒจันทร์ด้านคบเพลิง ..แต่ผมไม่ได้หันหลังกลับไปดู ผ่านเพลง “สีงาม” เที่ยวแรกแล้ว ผมจึงนำเพลงย้อนอีกหนึ่งเที่ยวเพื่อตอกย้ำ-ในใจคิดอยู่อย่างเดียวว่า..มันจะสำเร็จไหมวะ? ผ่านไปจนจบเพลงเที่ยวที่สอง ท่ามกลางเสียงเฮสนั่นจากคนดูตลอดระยะเวลาร้องเพลงนี้ ..ผมสั่นมือเหนือศีรษะเป็นสัญญาณให้กองเชียร์ทุกคนปรบมือให้แก่ตนเอง ที่ช่วยกันร้องและปรบมือประกอบเพลงนี้ได้จบโดยไม่ล่มกลางครัน พร้อมกับได้ยินเสียงปรบมือจากคนดูทั้งสนามเช่นกัน ผมหันกลับมาดูอัฒจันทร์ฝั่งตรงข้ามด้านทิศเหนือ..เห็นกองเชียร์ทั้งอัฒจันทร์นั่งกันเงียบกริบ เพื่อนฝูงสต๊าฟเชียร์ที่มันหายไป วิ่งดาหน้าเข้ามากระโดดกอดผมเป็นแถว “ไอ้อู๋” เดินมาจับมือผมเขย่า และบอกว่า “สำเร็จว่ะ”
ผมเลยบอกมันว่า.. “มึงเตรียมตัวขึ้นไปรับถ้วยเชียร์เหอะ กูไม่ขึ้นไปหรอก ..อาจารย์ลลิดานั่งอยู่ใกล้ประธานด้วย เดี๋ยวเห็นว่ากูผมยาว ..จะโดนแกแดกเอา” จากนั้นบรรดาอาจารย์หลายท่านที่อยู่ในสนามก็เดินเข้ามาบอกกับผมว่า
“เธอทำได้สำเร็จแล้วมานพ-เก่งมาก..ครูดีใจด้วย”
บรรดาเพื่อนสต๊าฟเชียร์คริสเตียน ซึ่งมีกองเชียร์นั่งประกบอยู่ติดกับเรา พร้อมทั้งอาจารย์ของคริสเตียนหลายท่านซึ่งเป็นที่ปรึกษา ก็เดินเข้ามาแสดงความยินดีกับผม เพราะเห็นจากพฤติกรรมที่เพื่อนๆ มันแสดงออก ด้วยการกระโดดห้อมล้อมตัวผมนั่นเอง ผมขอบคุณทุกคน และหันไปพูดขอบคุณน้องๆ เพื่อนๆ กองเชียร์ที่อยู่บนอัฒจันทร์ว่า..
“ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยให้โค้ดปรบมือสีงามสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ..ทุกคนไม่มีโอกาสเห็นว่ามันเป็นอย่างไร ..เช่นเดียวกับผม ก็ไม่เห็นเหมือนกันว่าเป็นอย่างไร เพราะที่ผมยืนอยู่ตรงนี้-มองไม่ออกจริงๆ เอาเป็นว่า เราปรบมือให้ตัวเองอีกครั้ง แล้วมาโชว์ปรบมือสีงามไปให้ตลอด เพื่อลุ้นกันต่อว่า-บอลของเราควรจะได้ถ้วยชนะเลิศอีกใบหนึ่งในวันนี้ เพราะตอนนี้แน่ใจได้เลยว่า-เราได้ถ้วยเชียร์แน่นอน จากฝีมือและแรงใจของทุกคนบนอัฒจรรย์นี้” เสียงเฮและเสียงปรบมือดังลั่นกองเชียร์ทันที
จบการแข่งขันในวันนั้น…ผมจำไม่ได้ว่าฟุตบอลของเราแพ้ หรือชนะ หรือเสมอ ..จำได้เพียงว่า..ในพิธีปิดการแข่งขัน-ระหว่างที่ “ไอ้อู๋” ขึ้นไปรับถ้วยเชียร์นั้น.. “ไอ้โด๊ะ-ชัยฤทธิ์” ปีกซ้ายตัวเก่ง มันเดินมาโน้มคอผมไปกระซิบว่า…
“มึงให้กองเชียร์ปรบมือสีงามโชว์บ่อยเกินไป ..กูมัวแต่ยืนดู จนแทบไม่ได้เล่นบอลเลยว่ะ”
คงจะเป็นคำตอบได้ว่า ..หากบอลสวนฯ แพ้ในวันนั้น-มันมาจากสาเหตุอะไร ??
เช่นเดียวกับเทพศิรินทร์ นั่งเป็นสัญญลักษณ์ของโรงเรียน ในงานฟุบอลประเพณี “สวนกุหลาบ-เทพศิรินทร์” ราวๆ ปีพ.ศ.2505 ..ซึ่ง OSK วราทร พินทุสมิต เขียนถึงในตำนานเชียร์ของสวนกุหลาบ ภาคแรก


รวมหมู่ของสต๊าฟเชียร์สวนกุหลาบ ปี 2511 ถ่ายหน้าอัฒจรรย์เชียร์ ในวันปิดจตุรมิตรครั้งที่ 3 ส่วนใหญ่จะเป็น OSK83 มีคนดังอยู่หลายคนด้วยกัน จะขอไล่เรียงเท่าที่พอจำความได้ แถวยืนจากซ้าย : ครูสง่า จันทรมาศ (สอนวาดเขียน), ครูทวี ชมสุวรรณ (สอนศิลปศึกษา), สุวิทย์ เหรียญรุ่งเรือง, คนต่อมาจำไม่ได้, ขวัญสรวง อติโพธิ, วีระชาติ เรืองเดช (หัวหน้าแปรอักษรรุ่นนี้), อาจารย์ใหญ่-ครูสุวรรณ จันทร์สม, ครูศิริ สุงคาสิทธิ์-คุมทีมฟุตบอล, อภัย มนัสปิติ, อภิรัฐ สุรเชษฐ และปิดท้าย-วัฒนา รอดบุญ ตำแหน่งแผนกแปรอักษร แถวนั่งจากซ้าย : ชูชาติ ตันอังสนากุล, บุญยง พัวพงศธร, สองคนถัดมาจำไม่ได้, ปิดท้ายแถวนั่ง-แก้วสรร อติโพธิ ส่วนนั่งเก้าอี้เป็นไข่แดงตรงกลาง-ประธานเชียร์ อภิชาต เชาวน์ดี ในภาพนี้ให้สังเกตเสื้อสต๊าฟเชียร์แผนกเขียนโค้ดแปรอักษรมีสองคน สวมเสื้อแจ๊คเก็ตสีชมพูไม่มีคอปก ปักอักษร SK ที่ชายเสื้อด้านขวา ส่วนเหนือข้อศอกซ้ายจะมีแถบสีชมพูคาดอยู่สองแถบ เลียนแบบสไตล์เสื้อเด็กไฮสคูลของอเมริกายุคนั้น

ภาพนี้สำมะคัญ..เป็นภาพถ่ายแบบปกหนังสือเพลงเชียร์สวนกุหลาบ ปี 2513 คนแสดงแบบคือ-ไชยยงค์ คงจันทร์ ประธานเชียร์ ส.ก.ปี 2512 ขณะถ่ายภาพนี้เรียนอยู่ นิติศาสตร์ จุฬาฯ ปีหนึ่ง คงจะเป็นงงว่า-ในเมื่อเป็นหนังสือเพลงเชียร์ ปี 2513 แต่ทำไมคนแสดงแบบกลับกลายเป็นคนที่เรียนจบไปแล้ว? จึงต้องเฉลย-สรุปความสั้นๆ ว่า ..เราไม่เคยมีหนังสือเพลงเชียร์ใช้งานมาก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่เวลาซ้อมหรือร้องเพลงเชียร์ ก็จะโรเนียวเป็นกระดาษชี้ตเย็บ max แจกให้นักเรียนพกพาธรรมดาๆ กระทั่งจตุรมิตรครั้งที่ 3-4 ..เริ่มจัดการเชียร์ให้เป็นระบบมากขึ้น มีการแต่งเพลงเชียร์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นหลายเพลง บรรดาสต๊าฟเชียร์ที่เรียนจบไปแล้ว ยังหวนกลับมาช่วยกิจกรรมเชียร์ของโรงเรียนอยู่เสมอ และ เริ่มกว้างขวางในแวดวงกิจกรรมของมหาวิทยาลัย จึงสามารถหาสปอนเซอร์มาเป็นทุนจัดพิมพ์หนังสือเพลงเชียร์ได้ทัดเทียมชุมนุมเชียร์ของจุฬา-ธรรมศาสตร์ได้ คณะผู้จัดพิมพ์หนังสือเพลงเชียร์เล่มดังกล่าว (เรียนจบไปแล้ว) จึงถือโอกาสนำเอา “ไอ้อู๋-ไชยยงค์” อดีตประธานเชียร์มาขึ้นเป็นหน้าปกหนังสือ รูปเล่มเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดพกพาใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ตได้ พิมพ์พื้นหน้าปกเป็นสีทอง-ส่วนภาพนายแบบคนนี้ ปรับภาพเป็น Line Art หรือที่เรียกว่า-ภาพลายเส้นขาวจัดดำจัด..จึงเห็นภาพนายแบบไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรนัก-เพราะต้องการเน้นที่อากัปกิริยาของการปรบมือและแหกปากร้องเพลง ให้ตรงตามคอนเซ็พท์ หนังสือเล่มนี้-ได้ osk83 พงษ์ศักดิ์ แย้มเกศร์หอม เป็นที่ปรึกษาและช่วยออกแบบจัดพิมพ์ที่โรงพิมพ์บพิธ ..น่าเสียดายที่ไม่สามารถค้นหาเล่มจริงเอามาให้ดูได้